
หนุนปล่อยกู้SMEจีนไร้ผล
เหตุแบงก์มุ่งทำกำไรจากธุรกิจรัฐกูรูเตือนส่อฉุดแผนปฏิรูปภาคการเงินล่ม
เหตุแบงก์มุ่งทำกำไรจากธุรกิจรัฐกูรูเตือนส่อฉุดแผนปฏิรูปภาคการเงินล่ม
กูรูเตือนจีน แผนหนุนแบงก์ปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีไร้ผล เหตุแบงก์ยังมุ่งช่วยธุรกิจรัฐกังวลหนี้เสีย
เย่ ซีซี หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวินโจวของจีน เปิดเผยผลงานวิจัยซึ่งทำการศึกษาปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) พบว่า ความพยายามผลักดันการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น ภายใต้แผนปฏิรูปทางการเงินฉบับใหม่ของรัฐบาลจีน อาจไม่สามารถแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในภาคเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพซ้ำร้ายยังอาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงกระทบต่อภาคการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลวิจัยพบว่า แม้ว่ารัฐบาลจีนจะออกมาตรการกำหนดให้ภาคธนาคารในประเทศปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น ทว่าภาคธนาคารหลายแห่งยังคงใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการปล่อยกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจอยู่ดี เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับธนาคารที่มีรัฐเป็นเจ้าของต้องให้ความช่วยเหลือธุรกิจรัฐเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ภาคธนาคารยังเลี่ยงการปล่อยกู้แก่ธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจากมองว่ามีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง จึงทำให้ธุรกิจขนาดเล็กยังคงประสบปัญหาเข้าถึงสินเชื่อเช่นเดิม โดยข้อมูลทางสถิติพบว่ายอดปล่อยกู้แก่เอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 ใน 5 ของการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด แม้สัดส่วนความต้องการขอสินเชื่อของธุรกิจขนาดเล็กอยู่ในระดับสูงก็ตาม
ผลวิจัยพบอีกว่า การปล่อยสินเชื่อบางส่วนยังไหลเข้าไปในภาคอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย โดยรายงานอ้าง แอนสตีเฟนสันหยาง ผู้อำนวยการบริหารสถาบันวิจัยการเงิน เจ แคปปิตอล ระบุว่า ธนาคารขนาดเล็กของจีนหลายแห่งซึ่งถูกจำกัดไม่ให้ปล่อยกู้แก่รัฐวิสาหกิจหันมาปล่อยสินเชื่อในโครงการหุ้นกู้ที่รัฐบาลท้องถิ่นจีนตั้งขึ้นมา หรือที่รู้จักกันในชื่อ แอลจีเอฟวี ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ส่งผลให้สินเชื่อดังกล่าวไปไม่ถึงธุรกิจขนาดเล็ก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การผลักดันการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นนอกจากจะไม่สามารถช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อภาคการเงินจีนตามเป้าหมายของรัฐบาลแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แม้ว่าทุกภาคส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ธุรกิจขนาดเล็กมานานหลายปี แต่จนถึงขณะนี้ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขที่เห็นผลชัดเจนและมีแนวโน้มแย่ลงอีกด้วย” ผลวิจัยระบุ







