
สศค.ชี้ศก.ไทยเผชิญ 4 โจทย์ใหญ่ปีหน้า
สศค.ชี้เศรษฐกิจไทยปีหน้าต้องเตรียมตัวรับมือปัจจัยเสี่ยงด้านตลาดโลกหดความต้องการสินค้าลด ค่าเงินผันผวน ดอกเบี้ยแพง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
สศค.ชี้เศรษฐกิจไทยปีหน้าต้องเตรียมตัวรับมือปัจจัยเสี่ยงด้านตลาดโลกหดความต้องการสินค้าลด ค่าเงินผันผวน ดอกเบี้ยแพง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวมนงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี2557สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ หัวข้อ"โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้ไปโลด" ว่า ในภาวะเศรษฐโลกยังไม่ฟื้นชัดเพราะแต่ละกลุ่มประเทศยังมีปัญหา สหรัฐยังไม่ชัดเจนว่าจะปรับลดมาตรการผ่อนคลายปริมาณเงิน(คิวอี) ซึ่งถ้าลดก็จะเกิดเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน ส่งผลต่อค่าเงินบาทผันผวน ซึ่งปีนี้ก็ผันผวนจากที่แข็งค่า 28 บาท/เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนมาอ่อนค่า 31 บาท/เหรียญสหรัฐ และส่งผลให้ใครที่กู้เงินจากต่างประเทศต้นทุนกู้เงินจะสูงขึ้น
ขณะที่ยุโรปก็ยังมีปัญหา ประเทศเยอรมันที่เป็นหลักในการพยุงยุโรปยังตั้งรัฐบาลไม่ได้และปัญหาหนี้สาธารณะอาจจะกลับมาเป็นปัญหาได้อีก ซึ่งจะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนอีก ส่วนจีนพยามปรัยตัวโตลดลง ส่งผลให้การบริโภคลดลงกระทบตลาดส่งออกไทย เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ของไทย ซึ่งไทยมีสัดส่วนภาคส่งออกในอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ถึง 73% ถ้าส่งออกลดอาจกระทบจีดีพีลดได้ ด้านญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับ2 ของไทยซึ่งมีนโยบายทำให้ค่าเงินเยนอ่อน ซึ่งเยนก็อ่อนลงและการบริโภคอาจจะลดลง ส่วนนี้อาจกระทบส่งออกลดลงก็ได้ แต่อย่างไรก็ดียังมองว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะปรับดีกว่าปีนี้ แม้จะไม่ขยายตัวหวือหวามากก็ตาม
"แต่อย่าลืมว่าถึงปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ แต่โดยสรุปแล้วเศรษฐกิจไทยเรายังมีความเสี่ยงที่ต้องเผชิญอยู่ถึง 4 ด้านที่ต้องเตรียมรับมือ คือ 1.ปีหน้าความต้องการบริโภคในตลาดโลกอาจจะลดลง อาจไม่สูงเท่าเดิม 2.ค่าเงินบาทจะผันผวน ตลาดเงินตลาดทุนจะผันผวนต่อ 3.ดอกเบี้ยมีโอกาสสูงขึ้น ต้นทุนการเงินจะสูงขึ้น และ4.ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกจะตกต่ำลง ซึ่งจะกระทบรายได้ประขาชนที่เป็นกำลังซื้อ และอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาด้วย เหล่านี้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีหน้า" นายเอกนิติกล่าว
ด้านนายอาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โจทย์สำคัญอีกอย่างที่เศรษฐกิจไทยต้องดูคือการใช้เงินหรือเช็คก้อนใหญ่ 2 ล้านล้านบาทว่าจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ เพราะโครงสร้างพื้นฐานมันจะอยู่กับเราอีกนาน ไม่ใช่สร้างไปแล้วรื้อได้ง่ายๆ จึงต้องพิจารณาใช้ให้คุ้มค่าเพิ่มคสามสามารถการแข่งขันของประเทศ หรือการดูด้านพลังงานก็ต้องดู การพัฒนา 3 จี หรือ 4 จี ก็ต้องดูว่าจะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างไร ซึ่งโจทย์ทั้งหทดสังคมไทยต้องเข้าสู่สังคมการพัฒนาและวิจัย(R&D) ส่วนการเมืองคงมีภาวะสั่นๆไปเช่นนี้ คงสมมุติให้การเมืองมัรเริดหรูไม่ได้ ซึ่งถ้านโยบายไม่ช่วยภาคเศรษฐกิจต้องปรับตัวให้เข้มแข็ง
ด้าน น.ส.กิริฏา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ไทยต้องเตรียมคือการพัฒนาคน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและเติบโต เพราะคนเป็นฐานการพัฒนาทุกด้าน ซึ่งภาคธุรกิจไทยมีปัญหาขาดแรงงาน แรงงานไทยมีทักษะ แต่เป็นทักษะที่ไม่ตรงกัยที่ภาคธุรกิจต้องการ ภาคเอกชนและภาครัฐควรปรับระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาคนรับภาคธุรกิจ







