
ส่องอารยะขัดขืนฤาโมเดลไทยไม่ตอบโจทย์?
“อารยะขัดขืน” กลายเป็นคำและมาตรการที่ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้งในไทยบนเวทีการชุมนุมของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“อารยะขัดขืน” กลายเป็นคำและมาตรการที่ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้งในไทยบนเวทีการชุมนุมของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล มาตรการที่ออกมาถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างและก่อเกิดเป็นคำถามว่า ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนเคยมีมาตรการลักษณะดังกล่าวหรือไม่
สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า อารยะขัดขืนเป็นวิธีที่มีการใช้ในหลายประเทศทั้งในและนอกอาเซียน แต่มีหลักสำคัญหลายประการที่ต้องพิจารณาในการดำเนินการ ได้แก่ 1.ผู้นำในการทำอารยะขัดขืนต้องเป็นผู้มีบารมีมาก 2.จุดมุ่งหมายของการทำอารยะขัดขืนนั้นต้องเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่หรือจำนวนมากเห็นด้วย 3.ประชาชนต้องอยู่ในภาวะมีอารมณ์ร่วม และ 4.ผู้กระทำความผิดจากการอารยะขัดขืนต้องพร้อมจะรับโทษจากการกระทำผิดนั้น ดังนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะนำวิธีอารยะขัดขืนมาใช้จึงควรพิจารณาองค์ประกอบดังกล่าวด้วย
"ผู้ที่ทำอารยะขัดขืนแล้วประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด คือมหาตมะ คานธี เขาคือผู้มีบารมีมากที่นำคนให้ทำตามจนสำเร็จได้"
ตัวอย่างในอาเซียนที่น่าสนใจ คือ เหตุการณ์ต่อต้านเฟอร์ดินาน มาร์กอส อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพลังประชาชนที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการชุมนุมยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้ ต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน โดยยึดหลักการเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ หรือกิฟต์ แอนด์ เทก จากนั้นหาจุดสมดุลที่จะเป็นทางออกร่วมกัน และขอให้ทุกฝ่ายพอใจในสิ่งที่ได้
“ไม่เคยมีการเผชิญหน้าครั้งไหนที่บุคคลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ได้รับอยู่ฝ่ายเดียวทั้ง 100% ทุกฝ่ายต้องยอมรับในโครงสร้างความสัมพันธ์นี้และเชื่อมั่นว่าเราจะหาทางออกที่ดีและสมดุลร่วมกันได้”
ทั้งนี้ ในการชุมนุมหลายๆ ครั้งของประเทศต่างๆ หลายฝ่ายมักเลือกจะใช้วิธีตัดตอนกระบวนการบางอย่างจนนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน จึงอยากให้ทุกฝ่ายอดทนให้ความสำคัญกับการเจรจา และยึดความจริงเป็นสิ่งพื้นฐานในการหาทางออก เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงในประเทศ
นอกจากนี้ อยากให้ทุกฝ่ายให้น้ำหนักกับกระบวนการนำไปสู่เป้าหมายและเป้าหมายอย่างเท่าเทียมกัน เพราะกระบวนการถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นำไปสู่ทางออกที่ถูกต้องเช่นกัน
ปิติ ศรีแสงนาม รองผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า ในอาเซียนเคยมีการใช้วิธีอารยะขัดขืนหลายประเทศ แม้กระทั่งประเทศสังคมนิยมอย่างเวียดนามที่ถูกมองว่าไม่มีเสรีภาพ ก็ยังสามารถรวมคนจำนวนมาก เรียกร้องอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้ได้อย่างจริงจังและมีทิศทาง เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ เคยมีการรวมตัวคนออกมานับล้านคน เพื่อเรียกร้องให้นักการเมืองหยุดโกง
ข้ามไปฝั่งยุโรปซึ่งเต็มไปด้วยประเทศที่เคยใช้อารยะขัดขืน สิ่งหนึ่งที่ทำให้อารยะขัดขืนของยุโรปเข้มแข็ง เพราะมีสหภาพรัฐวิสาหกิจแข็งแรง เมื่อจะดำเนินการทำอะไรจึงได้ผลตามที่เรียกร้อง
กลับมามองที่ประเทศไทย เขาคิดว่ายุทธศาสตร์ 4 ข้อที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศในครั้งนี้ยังต้องปรับปรุงอีกมาก เพราะหากมุ่งดำเนินไปตามนี้ อาจไม่ได้ผลอย่างที่ควรเป็น
“มาตรการการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การไม่จ่ายภาษี มักเป็นมาตรการท้ายๆ ที่ต่างประเทศใช้กัน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็หยิบมาใช้ก่อน สหภาพรัฐวิสาหกิจของเราก็ไม่แข็งแรง สหภาพบางกลุ่มของเรากลายเป็นเวทีของผู้มีอำนาจหรือมาเฟีย เมื่อรวมกลุ่มจึงยังไม่สามารถทำอะไรให้เข้มแข็งได้เท่าต่างชาติ”
กรณีสำคัญที่ทำให้เห็นว่าอารยะขัดขืนไทยยังไม่แข็งแรง คือผู้ที่แสดงท่าทีอารยะขัดขืนส่วนใหญ่ยังเป็นนักการเมือง สังเกตว่าผู้ที่เป่านกหวีดใส่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลจนตกเป็นข่าวก็เป็นนักการเมืองฝ่ายค้าน ไม่ใช่ประชาชน
ทั้งนี้ เขามองว่า การทำอารยะขัดขืนและการประท้วงโดยภาพรวมของไทยยังไม่เป็นไปในทางสร้างสรรค์ หากเขาเป็นผู้นำการชุมนุม เขาจะทำให้เกิด “แฟลชม็อบ” ตามจุดต่างๆ จนกลายเป็นที่สนใจของสังคมแทน
“ผมจะเชิญกลุ่มวัยรุ่นที่สร้างละครสั้นมารวมกัน แล้วแบ่งกลุ่มแสดงละครสั้นไปตามจุดต่างๆ เช่น สถานีรถไฟฟ้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน รวม 50 จุด แล้วแสดงพร้อมกันทุกสถานี ตอนนี้บ้านเรามีผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กจำนวนมาก ถ้าเราทำแบบนี้แล้วทุกคนหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายภาพ แล้วแชร์ไปพร้อมๆ กัน ผลคือเกิดโซเชียลอิมแพ็คในทันที”
อย่างไรก็ดี เขามองว่าควรต้องมีการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองไทย แทนการแค่ให้พรรคการเมืองหนึ่งออกไป และพรรคการเมืองใหม่เข้ามา







