posttoday
อารยะขัดขืนทางการเงิน

อารยะขัดขืนทางการเงิน

17 พฤศจิกายน 2556

น่าเสียดายที่การชุมนุมต่อต้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรม บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ประกาศยกเลิก

น่าเสียดายที่การชุมนุมต่อต้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรม บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ประกาศยกเลิก “มาตรการอารยะขัดขืน” ไปแล้ว เพราะถ้าหนึ่งในมาตรการนั้นยังเดินหน้าต่อไป มั่นใจได้เลยว่า คนไทยจะรวยขึ้นแน่นอน

ไม่ใช่การหยุดงาน ไม่ใช่การเป่านกหวีด แต่เป็นมาตรการทางภาษี ที่ขอให้ภาคธุรกิจชะลอการจ่ายภาษี ซึ่งถ้าทำแบบนั้นรัฐบาลจะขาดรายได้ และขาดสภาพคล่อง

แต่การจ่ายภาษีล่าช้ากว่ากำหนดอาจจะทำให้ต้องเสียค่าปรับอาญา เงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน บวกกับเบี้ยปรับ ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนเงินมากโขถ้าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และถ้าไม่จ่ายภาษี หรือหนีภาษี ถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษทั้งจำคุกและปรับ... ไม่ดีแน่ๆ

แต่ถ้าเป้าหมาย คือ การจ่ายภาษีให้น้อยที่สุด ก็ต้องทำด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ต้องขอบคุณไอเดียบรรเจิดนี้ จาก “วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง และมิตรรักแฟนเพจ โดยเฉพาะแฟนเพจที่ใช้ชื่อว่า “Frame Passakorn” ที่ช่วยกันคิดช่วยกันออกความเห็นถึงวิธีการและการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมาย

เพราะการต่อต้านการโกงด้วยการโกงไม่ใช่สิ่งที่ถูกที่ควร

โครงสร้างรายได้ของรัฐ

ก่อนจะไปดูว่า เรามีวิธีการใดบ้างที่จะทำให้รายได้ของรัฐลดลง เราต้องไปดูก่อนว่า รัฐบาลมีแหล่งรายได้จากทางไหนบ้าง

1.) ภาษีอากร มีทั้งภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม

ภาษีทางตรง ประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

ภาษีทางอ้อม ประกอบด้วย

ก. ภาษีการขายทั่วไป ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์

ข. ภาษีการขายเฉพาะ ได้แก่ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสรรพสามิตจากการนำเข้า ภาษีโภคภัณฑ์อื่น ค่าภาคหลวงแร่ ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม และภาษีทรัพยากรธรรมชาติอื่น

ค. ภาษีสินค้าเข้าออก

ง. ภาษีลักษณะอนุญาต

2.) การขายสิ่งของและบริการ

3.) รายได้จากรัฐพาณิชย์ ประกอบด้วย ผลกำไรขององค์การรัฐบาล หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ รายได้จากโรงงานยาสูบ รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเงินปันผลจากบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้น

4.) รายได้อื่น ประกอบด้วย ค่าแสตมป์ฤชากร และค่าปรับ เงินรับคืนและรายได้เบ็ดเตล็ด

แล้วเราจะหยุดจ่ายภาษีรายการไหนได้บ้าง โดยไม่ผิดกฎหมาย

กินน้อย ใช้น้อย

จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มน้อย

ถ้าดูผลการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2556 (ต.ค. 2555–ก.ย. 2556) จะเห็นว่ารายได้จาก “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” (VAT) มาเป็นอันดับ 1 มากถึง 6.98 แสนล้านบาท โดยมีผู้บริโภคอย่างเราเป็นผู้รับภาระการจ่ายหนี้ หลังจากผู้ประกอบการ “ผลักภาระ” มาให้โดยไม่ผิดกฎหมาย

เพราะภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีทางอ้อมที่มุ่งจัดเก็บภาษีจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ (ก็คือพวกเรานั่นเอง) โดยจัดเก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจำหน่าย

ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ผู้ประกอบการที่อยู่ในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคล นิติบุคคล ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาล ที่มีรายรับเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี

แต่ก็มีกิจการที่ได้รับยกเว้น เช่น การขาย (ที่ไม่ใช่การส่งออก) พืชผลทางการเกษตรที่ยังไม่แปรรูป ขายสัตว์ที่ยังไม่แปรรูป ขายปุ๋ย อาหารสัตว์ ยา เคมีภัณฑ์สำหรับพืชหรือสัตว์ และหนังสือพิมพ์ (เพราะฉะนั้นยังซื้อโพสต์ทูเดย์ ได้เหมือนเดิม)

ถ้าเป็นผู้ประกอบการ สามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่บุคคลธรรมดาขอคืนไม่ได้ เสียแล้วเสียเลย จะผลักภาระต่อไปให้ใครก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นยิ่งเรากินมาก ใช้มาก ก็ยิ่งต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มมากตามไปด้วย

ไม่เชื่อลองหยิบใบเสร็จจากการซื้อสินค้าและบริการจากห้างร้านต่างๆ ขึ้นมาดูก็จะเห็นว่า ราคาสินค้าในห้างร้านจะเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เรียบร้อยแล้ว หรือ “VAT Included”

และหลายคนน่าจะเคยถูกถามว่า ต้องการ “ใบกำกับภาษี” ไหม เพราะร้านค้าบางร้านมักจะหาวิธีที่ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจะลดราคาสินค้าลงอีกถ้าเราบอกว่า “ไม่ต้องการ” ซึ่งวิธีนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการสนับสนุนการหลบเลี่ยงภาษี

วิธีการที่ถูกต้อง คือ การใช้จ่ายให้น้อยลง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาษีที่ต้องจ่ายแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินในประเป๋าของเราอีกด้วย

ไม่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย

ลดภาษีศุลกากร

ในแต่ละปี กรมศุลกากรสามารถจัดเก็บภาษีอากรขาเข้าจากสินค้าฟุ่มเฟือยได้ปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2556 มีการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย 17 กลุ่มสินค้า รวมกันถึง 1 แสนล้านบาท

สินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าสูง คือ น้ำหอมและเครื่องสำอาง 1.5 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นกระเป๋าหนังและเข็มขัดหนัง 1.1 หมื่นล้านบาท นาฬิกาและอุปกรณ์ 1 หมื่นล้านบาท เสื้อผ้า 6,000 ล้านบาท แว่นตา 2,000 ล้านบาท และที่เหลือเป็นสินค้าเบ็ดเตล็ด

สินค้าที่จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ เสียภาษีนำเข้าในอัตรา 30%

เพราะฉะนั้นถ้าอยากลดภาษีพวกนี้ เราก็คงต้องหยุดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยที่นำเข้าจากต่างประเทศ และไม่ต้องบอกก็รู้ว่า สินค้าเหล่านี้ก็มักจะมีราคาสูงกว่าสินค้าในประเทศ ดังนั้นยิ่งซื้อน้อยก็ยิ่งช่วยให้เราประหยัดเงินได้อีกทางหนึ่งด้วย

ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่

ไม่ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิต

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2556 กระทรวงการคลังเพิ่งจะปรับอัตราภาษีใหม่ของภาษีสุรา เบียร์ ไวน์ ซึ่งอัตราภาษีใหม่นี้ ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7-8% จากอัตราภาษีเดิม แต่ที่สำคัญ คือ การปรับภาษีครั้งนี้ยังทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 15% จากปีที่ผ่านมา

ในปีงบประมาณ 2556 กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้และนำส่งกระทรวงการคลังได้รวม 4.32 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็น

ภาษีสุรา 69,086 ล้านบาท

ภาษีเบียร์ 67,891 ล้านบาท

ภาษียาสูบ 52,671 ล้านบาท

รวมแล้วเป็นเงิน 1.89 แสนล้านบาท หรือประมาณ 43% ของรายได้ทั้งหมดที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้

เพราะฉะนั้นถ้าเราเลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่ เชื่อได้เลยว่า รายได้ของรัฐจะลดลงอีกมาก และที่สำคัญสุขภาพจะดีขึ้น เงินในกระเป๋าจะเหลือมากขึ้น

ใช้สิทธิลดหย่อนเต็มที่

ไม่เสียภาษีเงินได้

ย้อนไปเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน แนะนำให้ไปยื่น “แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน” หรือ ล.ย.01 เพื่อให้นายจ้างรู้ว่า เรามีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง จะได้นำไปคำนวณภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายได้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และทำให้เราไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ทุกครั้งที่เงินเดือนออก

นอกจากนี้ เราสามารถชะลอการจ่ายภาษีก็ได้ เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีจำนวนเกินกว่า 3,000 บาท สามารถแบ่งจ่ายงวดละเท่าๆ กัน ไม่เกิน 3 งวด โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

แต่ในความเป็นจริงเราไม่ต้องจ่ายภาษีสักบาทเดียว

ถ้าเราใช้สิทธิลดหย่อนภาษีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) การซื้อประกันชีวิต ประกันแบบบำนาญ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินเพื่ออนาคต โดยได้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นของแถม

ลองดูตัวอย่าง มนุษย์เงินเดือน มีรายได้ต่อเดือน 3 หมื่นบาท ซึ่งถ้าปีนี้เขาไม่ใช้สิทธิลดหย่อนอะไรเลย เขาจะต้องเสียภาษี 5,640 บาท แต่เขาไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีเลยสักบาท หากเขาใช้วิธีต่อไปนี้

วิธีแรก ถ้าเขาไม่มีภาระหนี้ผ่อนบ้าน เขาอาจจะซื้อกองทุน LTF และ RMF เต็มสิทธิที่ได้รับ คือ อย่างละ 5.4 หมื่นบาท และซื้อประกันชีวิตโดยชำระเบี้ยปีละ 1 หมื่นบาท ...ภาษีเท่ากับ 0 บาท

วิธีที่สอง ถ้าเขามีภาระดอกเบี้ยผ่อนบ้าน 2 หมื่นบาทเขาอาจจะซื้อกองทุน LTF และ RMF อย่างละ 3 หมื่นบาทและซื้อประกันชีวิตและประกันแบบบำนาญ ชำระเบี้ยรวมกัน 3 หมื่นบาท และบริจาคเงินเพื่อการศึกษาอีก 1,500 บาท ...ภาษีเท่ากับ 0 บาท

เพียงเท่านี้ “อารยะขัดขืน” ของเราก็ไม่ผิดกฎหมาย และไม่สูญเปล่า

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน