
รถคันแรกจบสินไหมลดฮวบ
ไทยเศรษฐกิจฯยิ้มรับกำไร107%สมาคมชี้ปีนี้ชะลอแต่ยังโต2หลัก
ไทยเศรษฐกิจฯยิ้มรับกำไร107%สมาคมชี้ปีนี้ชะลอแต่ยังโต2หลัก
หมดโครงการรถคันแรกทำสินไหมประกันภัยรถยนต์ลดฮวบดันกำไรเพิ่ม
นายบัลลังก์ แก้วปานกัน เลขานุการคณะกรรมการบริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย เปิดเผยว่า 9 เดือนแรกของปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 8.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 107.20% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 118.85 ล้านบาท
สำหรับเหตุผลที่กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากการยกเลิกของนโยบายรถคันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ทำให้ค่าสินไหมทดแทนและค่าใช้จ่ายในการจัดการค่าสินไหมลดลงถึง 80.65% จาก 335.92 ล้านบาท เหลือเพียง 65 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยลดลง 60.65% ทำให้กำไรจากการรับประกันภัย 15.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.85% จากเดิมที่ขาดทุน 121.72% ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้น
แหล่งข่าวจากบริษัทประกันภัย เปิดเผยว่า โครงการรถยนต์คันแรกทำให้ค่าสินไหมทดแทนประกันภัยรถยนต์ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 60% เป็น 7080% เนื่องจากคนที่ขับรถคันแรกส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ประกอบกับมีการแข่งขันคิดราคาเบี้ยประกันภัยต่ำ แต่ต้นทุนในการซ่อมรถยนต์ อะไหล่ ค่าแรงเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่สามารถสร้างกำไรได้
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า โครงการรถคันแรกที่เกิดขึ้นในปี 2555 ทำให้เบี้ยประกันภัยรถยนต์เพิ่มขึ้นถึง 25.53% จาก 8.27 หมื่นล้านบาท เป็น 1.03 แสนล้านบาท และทำให้เบี้ยรับรวมในปี 2555 เพิ่มขึ้น 29.33% จาก 1.38 แสนล้านบาท เป็น 1.79 แสนล้านบาท
สำหรับปี 2556 นี้ เมื่อหมดโครงการรถคันแรกแล้วจะทำให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว แต่ยังมีการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก คือ 15% หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท
ขณะที่ค่าสินไหมทดแทนของรถยนต์คันแรกจะเริ่มมีมากขึ้นในปีนี้ การให้บริการซ่อมรถยนต์ยังมีปริมาณรถสะสมในอู่มาก ทำให้บริษัทประกันภัยหลายแห่งมีการปรับราคาเบี้ยประกันภัยรถคันเล็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เบี้ยเพียงพอกับค่าใช้จ่ายและมีกำไร
อย่างไรก็ตาม โอกาสในการเติบโตของประกันภัยรถยนต์ยังมีอีกมาก เพราะจำนวนรถที่ทำประกันภัยภาคสมัครใจมีเพียง 1 ใน 3 ของรถยนต์ที่มีการทำประกันภัยภาคบังคับ แสดงให้เห็นว่ายังมีรถอีก 2 ใน 3 ที่ยังไม่ทำประกันภัยภาคสมัครใจ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทประกันภัยมีการปรับราคาเบี้ยประกันรถยนต์ขนาดเล็กขึ้นตั้งแต่ 2,0005,000 บาท และมีความเข้มงวดในการรับลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนค่าแรงและค่าอะไหล่ที่เพิ่มขึ้น







