
โพลหอการค้าฯ ห่วงม็อบทุบเศรษฐกิจ
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
จากข้อมูลผลสำรวจทัศนคติประชาชนที่มีเหตุการณ์ชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2556 ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 71% เห็นว่าสถานการณ์การเมืองจะยืดเยื้อและมีความรุนแรงขึ้น โดยจำนวนนี้ส่วนใหญ่มากกว่า 73% มองว่าจะทำให้ภาพลักษณ์เศรษฐกิจของประเทศและการท่องเที่ยวแย่ลง และมีกว่า 58% ที่ตอบว่าจะทำให้การบริโภคลดลง
สอดคล้องกับตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคในด้านของการบริโภคที่เริ่มส่งสัญญาณติดลบ 6.1% ตั้งแต่เดือน ก.ย. เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นในด้านการลงทุน (การจ้างงาน) ก็ติดลบ 3.3% ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองด้วยซ้ำ
ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินถึงผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2556 และ 2557 ไว้ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงและยังไม่มีสัญญาณว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น และขณะนี้ก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะไปทิศทางใด เพราะเครื่องจักรที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยเวลานี้ฝืดเคืองหมดทุกตัว ทั้งการบริโภค การลงทุนจากภาครัฐและเอกชน และการส่งออก เหลือเพียงการท่องเที่ยวเพียงกลไกเดียวที่ยังพอขับเคลื่อนได้ เพราะช่วง 23 เดือนที่เหลือนี้เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
ทว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ อาจจะเป็นตัวทำให้กลไกเดียวที่เหลืออยู่ในขณะนี้ต้องหยุดชะงักไปได้เช่นกัน เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่กำลังตัดสินใจหรือมีแผนที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยอาจต้องยกเลิกไป
เรื่องนี้ ธนวรรธน์ ได้มีการประเมินสถานการณ์การเมืองและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยออกเป็น 4 กรณีดังนี้
กรณีที่ 1 การชุมนุมทางการเมืองเป็นไปอย่างสงบ แต่ยืดเยื้อไปถึงสิ้นปีนี้ คาดว่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศประมาณ 12 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท โดยจะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ให้เติบโตลดลง 0.2-0.3% และตลอดทั้งปีนี้คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 3.3-3.5%
กรณีที่ 2 การชุมนุมมีความรุนแรงขึ้นและต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี จะทำให้เกิดผลกระทบทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวหายไปเดือนละ 2 แสนคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 35 หมื่นล้านบาท คาดว่าจีดีพีจะโตอยู่ที่ 33.2%
กรณีที่ 3 การชุมนุมลากยาวไปถึงไตรมาสแรก ปี 2557 คาดว่าจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 11.5 แสนล้านบาท และคาดว่าจีดีพีจะโตอยู่ที่ 44.5% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 5%
กรณีสุดท้าย การชุมนุมยืดเยื้อลากยาวถึงไตรมาสแรก ปี 2557 และมีความรุนแรงเกิดขึ้น อาจถึงขั้นต้องยุบสภา คาดว่าจะทำให้ความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ประเทศไทยที่มีต่อต่างชาติลดลง รวมทั้งยังส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยคาดว่าจะทำให้จีดีพีในปี 2557 เติบโตได้ที่ระดับ 4% เท่านั้น
ทั้งนี้ มูลค่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเลขที่ประเมินเบื้องต้นให้เห็นเท่านั้น เพราะความเสียหายที่สำคัญและมีมูลค่ามากกว่านั้นก็คือภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยที่มีต่อสายตาชาวโลกมากกว่า
สำหรับกรณีที่เรียกร้องให้ชะลอการจ่ายภาษีนั้น เบื้องต้นยังประเมินความเสียหายไม่ได้ เพราะกว่าจะถึงรอบการชำระภาษีนิติบุคคลธรรมดาก็จะเป็นช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. 2557 แต่ถ้าถึงตอนนั้นก็จะทำให้รัฐบาลขาดรายได้บางส่วนในการดำเนินกิจการ
“คาดหวังว่าการชุมนุมจะยุติโดยเร็ว เพราะหากไม่จบและลากยาวจะกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและความเชื่อมั่นการลงทุน ทำให้เกิดการระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทำให้ชะลอตัวลง” ธนวรรธน์ กล่าว







