posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

13 พฤศจิกายน 2556

ภาระกองทุนน้ำมันฯ ลด 280 ล้าน

ภาระกองทุนน้ำมันฯ ลด 280 ล้าน

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การดำเนินนโยบายปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ครัวเรือนเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2556 เป็นต้นมา ส่งผลช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ประมาณ 280 ล้านบาท และลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยรวมทั้งร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่มาลงทะเบียนเข้าโครงการใช้สิทธิซื้อราคาแอลพีจีราคาเดิมได้ประมาณ 1 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วง 2 เดือนแรกจำนวนผู้มีสิทธิซื้อก๊าซแอลพีจีราคาเดิมที่มาลงทะเบียนผ่านระบบเอสเอ็มเอส จำนวน 67,596 ครั้ง โดยมีการใช้สิทธิซื้อก๊าซผ่านระบบ SMS จำนวน 75,551 ครั้ง ซึ่งทั้งการลงทะเบียนของผู้มีสิทธิและการเริ่มใช้สิทธิซื้อก๊าซยังมีจำนวนน้อย เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการ อาทิ ก๊าซยังไม่หมด ราคายังปรับขึ้นไม่มาก ความไม่คุ้นเคยกับระบบ ร้านแก๊สปฏิเสธการขาย เป็นต้น

สำหรับข้อกังวลของผู้ค้าก๊าซมาตรา 7 เรื่องการตรวจสอบภาษี ขณะนี้ทางกระทรวงพลังงานได้หารือกับกรมสรรพากรแล้วและเตรียมนัดผู้ค้ามาตรา 7 มารับทราบและทำความเข้าใจช่วงกลางเดือน พ.ย.นี้

ญี่ปุ่นหนุนลงทุนไทยต่อ

นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้จะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ทางการญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีศักยภาพออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้เอสเอ็มอีออกไปลงทุนต่างประเทศ 1 หมื่นราย และไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ญี่ปุ่นจะมาลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอาหาร

ล่าสุด กระทรวงโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ลงนามความร่วมมือกับจังหวัดโทตโทริ ในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งสองประเทศ เน้นส่งเสริมบุคลากรและเทคโนโลยี

นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดี กสอ. กล่าวว่า การลงนามเพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับทางการญี่ปุ่น กสอ. ได้ลงนามรวมแล้ว 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดไซตามะ ยามานาชิ อาคิตะ และล่าสุด จังหวัดโทตโทริ และมีแผนที่จะลงนามกับจังหวัดฟูกูโอกะ เดือนม.ค.2557

นอกจากนี้ วันที่ 12 ธันวาคม ที่จะถึงนี้จะลงนามกับหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น(SMRJ) เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการถ่ายทอดความรู้โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งมองว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทยเพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผู้ประกอบการมีเทคโนโลยีที่หลากหลาย

“สถานการณ์การเมืองตอนนี้ไม่กระทบต่อภาคการผลิตเพราะโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่อยู่นอกกรุงเทพฯ และการขนส่งสินค้ายังเป็นไปอย่างปกติ และตอนนี้ยังไม่มีการสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองจากนักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ในประเทศไทย” นางอรรชกา กล่าว

นายชินจิ ฮิราอิ ผู้ว่าราชการจังหวัด โทตโทริ กล่าวว่า แม้การเมืองในประเทศไทยจะมีความเคลื่อนไหวค่อนข้างคึกคักโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพรบ.นิรโทษกรรม แต่ทางญี่ปุ่นยังมองว่าการเมืองเป็นคนละเรื่องกับเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นไทยก็ยังดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามที่วางไว้

ทั้งนี้ ในการเอ็มโอยูร่วมกับ กสอ. ครั้งนี้มีผู้ประกอบการ 5 รายที่สนใจประเทศไทยโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และอาหาร โดยผู้ประกอบการมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบสมบูรณ์อยู่ในที่ตั้งที่มีศักยภาพคือเป็นศูนย์กลางอาเซียนเชื่อต่อกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม ทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการจากจังหวัดโทตโทริมาลงทุนในไทยแล้ว 20 บริษัท และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาล n

กทค.เข้มห้ามสายหลุด

กทค.เข้มฮัลโหลมือถือห้ามสายหลุดช่วงพีค หลังผลสตรวจสอบเทคนิคสวนทางความพอใจผู้ใช้บริการ

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดวันที่ 12 พ.ย. มีมติให้ปรับปรุงประกาศมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียง โดยจะตรวจสอบคุณภาพการให้บริการเข้มงวดมากขึ้น และห้ามมิให้สายหลุดในช่วงที่ใช้งานสูง (ช่วงพีก) คือตั้งแต่เวลา 16.0021.00 น.

ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการเป็นอย่างมากว่าการใช้งานโทรศัพท์สายหลุดบ่อยในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งความพึงพอใจของผู้ใช้บริการสวนทางกับผลการตรวจสอบคุณภาพมือถือที่คณะทำงานตรวจสอบได้ดำเนินการมา

สำหรับการปรับปรุงประกาศครั้งนี้ จะเพิ่มมาตรฐานชี้วัดความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ (Mean Opinion Score) ควบคู่ไปกับการตรวจสอบทางเทคนิค ซึ่งหากผลการชี้วัดออกมาต่ำกว่าเกณฑ์ จะมีมาตรการลงโทษผู้ให้บริการตั้งแต่การตักเตือนเพื่อให้ปรับปรุงไปจนถึงการยึดใบอนุญาตให้บริการ คาดว่าการปรับปรุงประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับได้ในอีก 8 เดือน

นอกจากนี้ ยังเตรียมเพิ่มมาตรฐานการตรวจสอบบริการดาต้าเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานปัจจุบันที่ดาต้าเติบโตสูงขึ้น 300400% เพื่อควบคุมคุณภาพการให้บริการให้ดีมากขึ้น

พ.อ. เศรษฐพงค์ กล่าวว่า กทค. พร้อมให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณในทุกเรื่อง เพราะแม้จะเป็นหน่วยงานอิสระ แต่ก็ต้องถูกตรวจสอบการใช้จ่ายต่างๆ จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ดังนั้น ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องชี้แจงถึงที่มาได้แย่างชัดเจนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) ได้นำเสนอรายงานการจัดสรรค่าใช้จ่ายของกสทช. และพบว่า สูงถึง ปีละ 1,400 ล้านบาท แต่ไม่สะท้อนวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลเท่าที่ควร โดยเฉพาะงบการประชาสัมพันธ์ จำนวน 114 ล้านบาท ซึ่งสูงเกินไปและเป็นการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน