
ทันสถานการณ์
ภาระกองทุนน้ำมันฯ ลด 280 ล้าน
ภาระกองทุนน้ำมันฯ ลด 280 ล้าน
นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การดำเนินนโยบายปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ครัวเรือนเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2556 เป็นต้นมา ส่งผลช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ประมาณ 280 ล้านบาท และลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยรวมทั้งร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่มาลงทะเบียนเข้าโครงการใช้สิทธิซื้อราคาแอลพีจีราคาเดิมได้ประมาณ 1 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในช่วง 2 เดือนแรกจำนวนผู้มีสิทธิซื้อก๊าซแอลพีจีราคาเดิมที่มาลงทะเบียนผ่านระบบเอสเอ็มเอส จำนวน 67,596 ครั้ง โดยมีการใช้สิทธิซื้อก๊าซผ่านระบบ SMS จำนวน 75,551 ครั้ง ซึ่งทั้งการลงทะเบียนของผู้มีสิทธิและการเริ่มใช้สิทธิซื้อก๊าซยังมีจำนวนน้อย เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการ อาทิ ก๊าซยังไม่หมด ราคายังปรับขึ้นไม่มาก ความไม่คุ้นเคยกับระบบ ร้านแก๊สปฏิเสธการขาย เป็นต้น
สำหรับข้อกังวลของผู้ค้าก๊าซมาตรา 7 เรื่องการตรวจสอบภาษี ขณะนี้ทางกระทรวงพลังงานได้หารือกับกรมสรรพากรแล้วและเตรียมนัดผู้ค้ามาตรา 7 มารับทราบและทำความเข้าใจช่วงกลางเดือน พ.ย.นี้
ญี่ปุ่นหนุนลงทุนไทยต่อ
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้จะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ทางการญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีศักยภาพออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้เอสเอ็มอีออกไปลงทุนต่างประเทศ 1 หมื่นราย และไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ญี่ปุ่นจะมาลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอาหาร
ล่าสุด กระทรวงโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ลงนามความร่วมมือกับจังหวัดโทตโทริ ในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งสองประเทศ เน้นส่งเสริมบุคลากรและเทคโนโลยี
นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดี กสอ. กล่าวว่า การลงนามเพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับทางการญี่ปุ่น กสอ. ได้ลงนามรวมแล้ว 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดไซตามะ ยามานาชิ อาคิตะ และล่าสุด จังหวัดโทตโทริ และมีแผนที่จะลงนามกับจังหวัดฟูกูโอกะ เดือนม.ค.2557
นอกจากนี้ วันที่ 12 ธันวาคม ที่จะถึงนี้จะลงนามกับหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น(SMRJ) เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการถ่ายทอดความรู้โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งมองว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทยเพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผู้ประกอบการมีเทคโนโลยีที่หลากหลาย
“สถานการณ์การเมืองตอนนี้ไม่กระทบต่อภาคการผลิตเพราะโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่อยู่นอกกรุงเทพฯ และการขนส่งสินค้ายังเป็นไปอย่างปกติ และตอนนี้ยังไม่มีการสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองจากนักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ในประเทศไทย” นางอรรชกา กล่าว
นายชินจิ ฮิราอิ ผู้ว่าราชการจังหวัด โทตโทริ กล่าวว่า แม้การเมืองในประเทศไทยจะมีความเคลื่อนไหวค่อนข้างคึกคักโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพรบ.นิรโทษกรรม แต่ทางญี่ปุ่นยังมองว่าการเมืองเป็นคนละเรื่องกับเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นไทยก็ยังดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามที่วางไว้
ทั้งนี้ ในการเอ็มโอยูร่วมกับ กสอ. ครั้งนี้มีผู้ประกอบการ 5 รายที่สนใจประเทศไทยโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และอาหาร โดยผู้ประกอบการมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบสมบูรณ์อยู่ในที่ตั้งที่มีศักยภาพคือเป็นศูนย์กลางอาเซียนเชื่อต่อกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม ทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการจากจังหวัดโทตโทริมาลงทุนในไทยแล้ว 20 บริษัท และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาล n
กทค.เข้มห้ามสายหลุด
กทค.เข้มฮัลโหลมือถือห้ามสายหลุดช่วงพีค หลังผลสตรวจสอบเทคนิคสวนทางความพอใจผู้ใช้บริการ
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดวันที่ 12 พ.ย. มีมติให้ปรับปรุงประกาศมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียง โดยจะตรวจสอบคุณภาพการให้บริการเข้มงวดมากขึ้น และห้ามมิให้สายหลุดในช่วงที่ใช้งานสูง (ช่วงพีก) คือตั้งแต่เวลา 16.0021.00 น.
ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการเป็นอย่างมากว่าการใช้งานโทรศัพท์สายหลุดบ่อยในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งความพึงพอใจของผู้ใช้บริการสวนทางกับผลการตรวจสอบคุณภาพมือถือที่คณะทำงานตรวจสอบได้ดำเนินการมา
สำหรับการปรับปรุงประกาศครั้งนี้ จะเพิ่มมาตรฐานชี้วัดความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ (Mean Opinion Score) ควบคู่ไปกับการตรวจสอบทางเทคนิค ซึ่งหากผลการชี้วัดออกมาต่ำกว่าเกณฑ์ จะมีมาตรการลงโทษผู้ให้บริการตั้งแต่การตักเตือนเพื่อให้ปรับปรุงไปจนถึงการยึดใบอนุญาตให้บริการ คาดว่าการปรับปรุงประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับได้ในอีก 8 เดือน
นอกจากนี้ ยังเตรียมเพิ่มมาตรฐานการตรวจสอบบริการดาต้าเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานปัจจุบันที่ดาต้าเติบโตสูงขึ้น 300400% เพื่อควบคุมคุณภาพการให้บริการให้ดีมากขึ้น
พ.อ. เศรษฐพงค์ กล่าวว่า กทค. พร้อมให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณในทุกเรื่อง เพราะแม้จะเป็นหน่วยงานอิสระ แต่ก็ต้องถูกตรวจสอบการใช้จ่ายต่างๆ จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ดังนั้น ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องชี้แจงถึงที่มาได้แย่างชัดเจนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) ได้นำเสนอรายงานการจัดสรรค่าใช้จ่ายของกสทช. และพบว่า สูงถึง ปีละ 1,400 ล้านบาท แต่ไม่สะท้อนวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลเท่าที่ควร โดยเฉพาะงบการประชาสัมพันธ์ จำนวน 114 ล้านบาท ซึ่งสูงเกินไปและเป็นการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย







