posttoday
เศรษฐกิจยุคใหม่ ‘ไทยขยันแล้วจน...แขกขี้เกียจแล้วรวย’

เศรษฐกิจยุคใหม่ ‘ไทยขยันแล้วจน...แขกขี้เกียจแล้วรวย’

12 พฤศจิกายน 2556

มีวิจัยเกี่ยวกับมุมมองของคนรุ่นใหม่ออกมาเร็วๆ นี้ว่า เรื่องเศรษฐกิจผันผวน เข้ามามีผลกระทบต่อความรู้สึกและชีวิตของคนรุ่นใหม่ค่อนข้างมาก ...ใช่!! ผมก็รู้สึกอย่างนั้น เดิมทีถ้ามองนิสัยคนไทย บอกได้เลยว่า“เราชิล!!” ...ไม่ใช่เพิ่งชิล แต่ชิลมาแต่ยุคโบราณ ...ด้วยการที่เราเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งน้ำอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มันทำให้เราไม่ต้องเครียดว่า พรุ่งนี้จะมีอะไรกิน

มีวิจัยเกี่ยวกับมุมมองของคนรุ่นใหม่ออกมาเร็วๆ นี้ว่า เรื่องเศรษฐกิจผันผวน เข้ามามีผลกระทบต่อความรู้สึกและชีวิตของคนรุ่นใหม่ค่อนข้างมาก ...ใช่!! ผมก็รู้สึกอย่างนั้น เดิมทีถ้ามองนิสัยคนไทย บอกได้เลยว่า“เราชิล!!” ...ไม่ใช่เพิ่งชิล แต่ชิลมาแต่ยุคโบราณ ...ด้วยการที่เราเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งน้ำอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มันทำให้เราไม่ต้องเครียดว่า พรุ่งนี้จะมีอะไรกิน

สมัยพ่อผมเด็กๆ เล่าว่า บ้านอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา พอจะกินกุ้ง กินปลา ก็โดดลงไปจับ ... “ชิล” ...แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดถึง เด็กคนไหนโดดลงไป เตรียมผื่นขึ้น ...อย่าว่าแต่ปลาเลย คนยังลงแทบไม่ได้ ...นี่คือ ปัญหาในปัจจุบัน มันไม่มีน้ำ ไม่มีปลา ต้องไปซื้อเอาจาก CP Fresh Mart แทน ...ฮ่า ฮ่า

ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันบังคับให้คนรุ่นใหม่ต้องใช้เงินเป็นสื่อกลางในการดำรงชีวิต ...ดังนั้นการที่จะอยู่แบบเดิมๆ หากินตามธรรมชาติ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ ...เดี๋ยวนี้อย่างที่เราเห็นกันก็คือ อาหารการกินกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตเป็นเชิงธุรกิจทั้งหมด ทำให้เราต้องใช้ “เงิน” ในการดำเนินชีวิตแบบหนีไม่ได้ ...ดังนั้นความผันผวนทางเศรษฐกิจ จึงมีผลต่อความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ค่อนข้างมาก

ข้อดี คือ การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพขึ้น ...ยกตัวอย่าง เดิมทีถ้าคุณอยู่ในทะเลทรายอย่างดูไบ คุณมีแนวโน้มจะอดอยากปากแห้ง เพราะมันเพาะปลูกอะไรไม่ได้ จะมีก็แต่น้ำมัน ...ครั้นจะเจาะน้ำมันมาดื่มต่างน้ำ ก็คงซวยเป็นแน่แท้ ...ในอดีตพวกอาหรับจึง “จน” ...แต่หลังจากระบบ Infrastructure คือ การติดต่อสื่อสาร การขนส่ง และระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ทำให้ “ทรัพยากรอย่างน้ำมันในอาหรับ” สามารถถูกขนส่งไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อแลกกับ “เงิน” ...ที่เล่ามาหลายๆ คนอาจมองว่า ก็ปกตินี่ ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่ แต่สิ่งที่ผมอยากจะชี้ คือ จริงๆ ทั้งระบบของการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่กำหนดโดยประเทศพัฒนา มันทำให้ประเทศเราเสียเปรียบ

ยกตัวอย่าง พวกอาหรับพอได้เงิน ก็เอาเงินนั้นมาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและพวกอาหาร และสิ่งต่างๆ ที่จำเป็น ...ถ้ามองลึกลงไปจะเห็นว่า “ราคาน้ำมันแพง” แต่ “ราคาสินค้าเกษตรมันถูก” ทำให้เราต้องเอาสินค้าเกษตรมหาศาลไปแลกกับน้ำมัน ที่ดูไม่คุ้มค่า ...คำถาม คือ คุณว่าใครเป็นตัวบอกว่า ประเทศไหนจะรวยหรือจน?

มุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ถ้ามองอุตสาหกรรมน้ำมันในอาหรับ มันเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานน้อย แต่ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีเยอะ ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตอย่างน้ำมันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูง แต่พอสามารถผลิตได้จริง ก็ทำกำไรอย่างคุ้มค่า ...ซึ่งถ้ามองในธุรกิจเกษตร เช่น การปลูกพืช ปลูกอาหารในบ้านเรา จะเห็นได้ว่า เกษตรกรรมมันเป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นหลัก เป็น Labor Intensive คือ ใช้แรงงานเยอะ แต่ผลผลิตได้น้อย ...ผลลัพธ์ก็คือ เราขยัน แต่เราจน ...พวกแขก ขี้เกียจ แต่เขารวย – เฮ้ย!! ไม่แฟร์นี่หว่า ...คุณคิดยังไงล่ะ?

ครับ!! ส่วนตัวผมก็มองว่า มันไม่แฟร์ เพราะประเทศเราผลิตสินค้า อย่างสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นโรงงาน (นรก) ให้โลก และก็เป็นแหล่งอาหารของโลก ด้วยธุรกิจการเกษตรที่ใช้ชาวนากว่า 10 ล้านคน เพื่อปลูกข้าวแข่งกับเวียดนาม เพื่อที่จะตัดราคากันเอง และรู้ภายหลังว่า เดี๋ยวนี้ผู้หญิงเขาไม่กินข้าวกันแล้ว ...จริง!! คุณดูเดี๋ยวนี้สาวๆ มีใครกินข้าว เขาบอกว่า ถ้าลดอย่างแรก ต้องลดแป้ง ก็คือ ไม่กินข้าวนั้นแหละ ...ถามจริงๆ ชาวนา 10 ล้านคน ที่ปลูกสิ่งที่มีลูกค้าน้อยลงเรื่อยๆ จะรวยได้อย่างไร ... โอเค ในด้านของพวกอาหรับ เขาผลิตน้ำมัน ซึ่งแน่นอน มันเก็บได้นานกว่าข้าว และเขาก็รวมหัวกันกำหนด Supply ในกลุ่มโอเปก และด้วยน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานน้อยกว่าเกษตร มันเลยทำให้การเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตตรงๆ ของประชากรในประเทศ ดังนั้นเราจะไม่เห็นแขกออกมาประท้วงรัฐบาลว่า ...ทำไมผลิตน้ำมันน้อย ซึ่งตรงข้ามกับข้าวหรือการเกษตร ที่มีอะไรกระทบนิดเดียว เดี๋ยวคนแห่ออกมาเป็นแสน เรียกร้องต่างๆ นานา

ที่พูดมาผมเพียงอยากจะชี้ให้เห็นว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จน และทำไมพวกแขกส่วนใหญ่รวย ...มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า เขามีน้ำมัน และเราไม่มี ...จริงๆ ถ้ามองให้ดี เราได้เปรียบกว่าเขาอีก ...สมมติเราทำสงครามกับอาหรับ แล้วเราบอกว่า เราจะไม่ขายอาหารและสินค้าอุปโภคให้เขา ...ส่วนเขาก็บอกว่า เขาก็จะไม่ขายน้ำมันให้เรา ...ถามจริงๆ เถอะ ใครซวยกว่า ใครตายก่อน ...ใช่!! ถ้ามันเกิดอย่างนั้นจริง เราตายหลังนะ เพราะเรามีอาหาร มีสิ่งของเครื่องใช้ปัจจัย 4 แต่พวกแขกเขามีแต่น้ำมัน ให้มันซดน้ำมันแทนน้ำ มันยิ่งตายเร็วเข้าไปอีก

ฝากเรื่องให้ท่านผู้อ่านคิด คือ จริงๆ แล้วที่เราไม่รวย เพราะเราเป็นLabor Intensive คือ ใช้แรงงานเยอะ แล้วก็ดันผลิตสินค้าที่เทคโนโลยีต่ำ ทำให้ราคามี Value Added ต่ำมากๆ ... แค่ตี 2 ประเด็นนี้แตก ผมว่าประเทศจะรวยขึ้นแบบก้าวกระโดด ...มันไม่ได้อยู่ที่ว่า เราไม่มีน้ำมัน ...เพราะจริงๆ อาหาร คือ น้ำมันบนดินที่มีค่ากว่าน้ำมันเสียอีก เพียงแต่เราต้อง หนึ่ง ลดแรงงาน เพิ่มเทคโนโลยี ...และสอง เพิ่ม Value Added ใส่มูลค่าเพิ่มให้สินค้า ตั้งแต่ Brand ไปจนถึงการสนองตอบด้วยเทคโนโลยีเพื่อลูกค้า เช่น อาหารเสริม อาหารพิเศษ อาหารพิสดาร อาหารโรแมนติก อาหารช้า อาหารเร็ว ... มันต้องมากกว่าอาหาร : Starbucks ยังคิดได้ว่า เขาขายมากกว่ากาแฟ ...เราก็ต้องขายมากกว่าอาหาร!!

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน