posttoday
บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี ผู้รับเหมาก่อสร้างงานต่างประเทศประเทศ

บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี ผู้รับเหมาก่อสร้างงานต่างประเทศประเทศ

11 พฤศจิกายน 2556

บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี หรือ BJCHI ภายใต้การนำของ “หยัง เจิน ลี” กรรมการผู้จัดการ ได้กำหนดช่วงราคาขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่หุ้นละ 2830 บาท โดยจะสรุปราคาขายที่แน่นอนได้กลางเดือน พ.ย.นี้ ก่อนเปิดขายไอพีโอภายในเดือนเดียวกัน โดยจะใช้วิธีสำรวจความต้องการซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบันตามช่วงราคาดังกล่าว เพื่อกำหนดราคาก่อนเปิดให้นักลงทุนจองซื้อและเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในเดือน พ.ย.นี้

บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี หรือ BJCHI ภายใต้การนำของ “หยัง เจิน ลี” กรรมการผู้จัดการ ได้กำหนดช่วงราคาขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่หุ้นละ 2830 บาท โดยจะสรุปราคาขายที่แน่นอนได้กลางเดือน พ.ย.นี้ ก่อนเปิดขายไอพีโอภายในเดือนเดียวกัน โดยจะใช้วิธีสำรวจความต้องการซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบันตามช่วงราคาดังกล่าว เพื่อกำหนดราคาก่อนเปิดให้นักลงทุนจองซื้อและเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในเดือน พ.ย.นี้

บริษัทจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งสิ้น 80 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยมีทุนจดทะเบียนจำนวน 320 ล้านบาท โดยทุนที่ออกจำหน่ายและเรียกชำระแล้วมีจำนวน 240 ล้านบาท คิดเป็น 240 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งแบบขอกระจายหุ้น (ไฟลิ่ง) ของบริษัทเรียบร้อยแล้ว

“พัชพร สรรคบุรานุรักษ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ราคาขายดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) อดีตที่ 8.058.62 เท่าจากผลประกอบการ 4 ไตรมาสล่าสุดโดยคิดเป็นส่วนลดประมาณ 4852% เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย พี/อี ของบริษัทจดทะเบียนที่มีธุรกิจคล้ายคลึงกันคือ บริษัท เอสทีพีไอ (STPI) และบริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA) ซึ่งมีค่าเฉลี่ย พี/อี ประมาณ 16.7 เท่า

นักวิเคราะห์ในตลาดคาดว่าราคาที่เหมาะสมของ BJCHI ในช่วง 12 เดือนนี้เท่ากับหุ้นละ 3839.50 บาท อิง พี/อี ที่ 10.412 เท่า

นักวิเคราะห์ที่ให้ราคาที่เหมาะสม 38 บาท ให้ส่วนลด 20% จากค่าเฉลี่ยสำหรับหุ้นรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก ซึ่งซื้อขายระหว่างปี 2550-2556

ด้านนักวิเคราะห์ที่ให้ราคาเหมาะสมปี 2557 ที่ 39.50 บาท มองว่าราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอยู่ที่ 15.35 เท่า เพราะมีความเสี่ยงเกี่ยวกับผลประกอบการในอนาคตที่มากกว่า จากมูลค่างานในมือค่อนข้างต่ำ และคาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลจากผลประกอบการปีนี้ที่หุ้นละ 2 บาท

6 เดือนแรกปี 2556 BJCHI มีรายได้เติบโตกว่า 72% หรือมีรายได้ 2,116.54 ล้านบาท ในขณะที่กำไรเติบโตโดดเด่นกว่า 145% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีกำไรกว่า 542 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2553 ที่ผ่านมา BJCHI มีรายได้ 556 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 813 ล้านบาท ในปี 2554 และเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2555 ซึ่งมีรายได้กว่า 3,613 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโต 344%

ครึ่งแรกปีนี้บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) สิ้นสุดไตรมาส 2 ปี 2556 อยู่ที่ 0.40 เท่า ลดลงจากปี 2554-2555 ซึ่งมี ดี/อี อยู่ที่ 0.75 เท่า และ 0.45 เท่าตามลำดับ รวมถึงอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) สิ้นสุดไตรมาส 2 ปี 2556 อยู่ในระดับสูงถึง 104.25%

“คิล ยัง ลี” ประธานกรรมการบริหาร BJCHI คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เติบโต 15% จากปีก่อนและมีอัตรากำไรไม่ต่ำกว่า 20% มีงานในมืออีก 2,000 ล้านบาท ที่ส่วนใหญ่จะรับรู้ในปีนี้ บริษัทมี ดี/อี ต่ำมาก เพราะระมัดระวังในการใช้เงินโดยใช้เงินสดจากการดำเนินงานและขยายงานไปต่างประเทศ ทำให้ฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้และปัจจุบันมีพนักงานคนไทยไม่ต่ำกว่า 200 คน และพนักงานที่มีทักษะไม่ต่ำกว่า 2,000 คน

“การเข้าตลาดหุ้นถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างความน่าเชื่อถือระดับโลก” คิล กล่าว

บริษัทเป็นผู้ดำเนินธุรกิจวิศวกรรมด้านการรับจ้างผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตามแบบและขนาดที่ลูกค้าเป็นผู้กำหนด และมีความพร้อมของงานและบริการทั้งงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็ก งานแปรรูปและประกอบกลุ่มชิ้นงานขนาดใหญ่ งานติดตั้งนอกสถานที่ และงานหล่อชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป ทำให้ BJCHI มีศักยภาพการแข่งขันที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในตลาดต่างประเทศในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น พลังงานและปิโตรเคมี เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และอื่นๆ ซึ่งมีตลาดสำคัญอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย

หยัง เจิน ลี กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตที่ดีโดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลต่อจำนวนโครงการและเงินลงทุนในอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ในกลุ่มปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และเหมืองแร่ เป็นต้น รวมกว่า 350 โครงการ มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 5 แสนล้านเหรียญออสเตรเลีย ที่จะทยอยลงทุนต่อเนื่องไปจนถึงปี 2560 จึงเป็นโอกาสที่ BJCHI เข้าไปแข่งขันรับงานได้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่างานในมือให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 3,334 ล้านบาท โดยเป็นงานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในระหว่างปี 2556 จำนวน 1,494 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้จากการส่งมอบงานไปจนถึงปี 2558

เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นไอพีโอในครั้งนี้ จะนำไปลงทุนในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของบริษัทและลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักรและอุปกรณ์ อีกส่วนนำไปลงทุนก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่และปรับปรุงพื้นที่ภายในบริษัท ส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนเพิ่มเติมในที่ดินและโรงงานแห่งใหม่และเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการของบริษัท

ลักษณะธุรกิจที่ BJCHI ทำตลาดอยู่นั้น จัดอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงเนื่องจากมีคู่แข่งน้อยรายและการแข่งขันด้านราคาไม่รุนแรงนัก รวมถึงยังมีอัตราการเติบโตที่ดี เช่น ธุรกิจพลังงานก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ที่มีบทบาทในฐานะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก

ปัจจุบันมีโครงการลงทุนในประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติมีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และเหมืองแร่ เป็นต้น รวม 350 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 5 แสนล้านเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งจะลงทุนภายในปี 2560 ดังนั้นประเทศออสเตรเลียจึงเป็นตลาดสำคัญของ BJCHI ที่จะสามารถเข้าไปแข่งขันรับงานได้เพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน BJCHI มีมูลค่างานในมือ 3,334 ล้านบาท โดยเป็นงานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในระหว่างปี 2556 จำนวน 1,494 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้จากการส่งมอบงานไปจนถึงปี 2558

นอกจากนี้ จากแนวโน้มทิศทางพลังงานในตลาดโลกที่สดใสอย่างมากในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเชื่อว่า BJCHI จะมีโอกาสเข้าร่วมประมูลงานรวมมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการใหม่ และงานต่อเนื่องจากโครงการ APLNG ซึ่งเป็นฐานลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท

การแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปเหล็กในไทยค่อนข้างสูงส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคา คู่แข่งหลักของ BJCHI ได้แก่ บริษัท ไทยเฮอร์ริค บริษัท วัฒนไพศาล เอ็นยิเนียริ่ง อินเตอร์ เนชั่นแนล บริษัท เอสทีพี แอนด์ไอ (STPI) บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA) และบริษัท แนสโก้เฮียบเส็ง เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งแต่ละบริษัทมีความสามารถในการรับงานที่แตกต่างกันและมีตลาดหลักที่ต่างกันออกไป

บริษัทที่เน้นในตลาดออสเตรเลียเช่นเดียวกับ BJCHI ได้แก่ STPI และ SRICHA แต่ขอบเขตงานนั้นแตกต่างกัน โดย BJCHI สามารถทำงานส่งออก Module สำหรับโรงงานในอุตสาหกรรมหนักได้เหมือน STPI และ SRICHA แต่สำหรับงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กของ BJCHI นั้นครบวงจรมากกว่าทำให้สามารถรับงานได้มากกว่าอีก 2 บริษัทและกระจายงานเพื่อลดความเสี่ยงได้

สำหรับการแข่งขันในต่างประเทศเป้าหมายหลักของ BJCHI จะมีคู่แข่งจากผู้ประกอบการในประเทศนั้นและจากประเทศอื่นในเอเชีย เช่น จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น แต่ไม่มีการแข่งขันด้านราคามากนัก ส่งผลให้อัตรากำไรสูงกว่างานในประเทศ บริษัทมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเทียบกับต่างประเทศส่งผลให้บริษัทได้รับงานประมูลต่อเนื่อง

งานของ BJCHI เป็นงานโครงสร้างและอุปกรณ์ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและการแข่งขันที่ไม่สูงนัก ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ในระดับสูงระหว่าง 2935% และยังส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทอยู่ในระดับสูง เทียบกับการแข่งขันในกลุ่มงานยโสธร ซึ่งปกติแล้วอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 610%

ความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นนี้ คือ ประการแรก โครงสร้างงานในมือทั้งหมดในปัจจุบันมาจากงานโครงการ APLNG จึงมีความเสี่ยงที่ผลประกอบการจะได้รับผลกระทบรุนแรงหากการส่งมอบงานไม่เป็นไปตามกำหนด

ประการที่สอง ความไม่แน่นอนของรายได้เนื่องจากมูลค่างานในมือมีการส่งมอบงานในปี 2557 หรือเพียง 28% จากประมาณการรายได้ปี 2557 ของนักวิเคราะห์ที่ 4,100 ล้านบาท

ประการที่สาม รายได้ BJCHI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่บริษัทคู่แข่งทั้ง SRICHA และ STPI ต่างมีแผนการเติบโตอย่างมากในช่วง 2 ปีข้างหน้า ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการแย่งชิงแรงงานฝีมือขึ้นในอุตสาหกรรม ที่อาจกระทบต่อความ สามารถในการรักษาอัตราการทำกำไรในระดับสูงเหมือนที่ BJCHI เคยทำได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน