
บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี ผู้รับเหมาก่อสร้างงานต่างประเทศประเทศ
บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี หรือ BJCHI ภายใต้การนำของ “หยัง เจิน ลี” กรรมการผู้จัดการ ได้กำหนดช่วงราคาขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่หุ้นละ 2830 บาท โดยจะสรุปราคาขายที่แน่นอนได้กลางเดือน พ.ย.นี้ ก่อนเปิดขายไอพีโอภายในเดือนเดียวกัน โดยจะใช้วิธีสำรวจความต้องการซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบันตามช่วงราคาดังกล่าว เพื่อกำหนดราคาก่อนเปิดให้นักลงทุนจองซื้อและเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในเดือน พ.ย.นี้
บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี หรือ BJCHI ภายใต้การนำของ “หยัง เจิน ลี” กรรมการผู้จัดการ ได้กำหนดช่วงราคาขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่หุ้นละ 2830 บาท โดยจะสรุปราคาขายที่แน่นอนได้กลางเดือน พ.ย.นี้ ก่อนเปิดขายไอพีโอภายในเดือนเดียวกัน โดยจะใช้วิธีสำรวจความต้องการซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบันตามช่วงราคาดังกล่าว เพื่อกำหนดราคาก่อนเปิดให้นักลงทุนจองซื้อและเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในเดือน พ.ย.นี้
บริษัทจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งสิ้น 80 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยมีทุนจดทะเบียนจำนวน 320 ล้านบาท โดยทุนที่ออกจำหน่ายและเรียกชำระแล้วมีจำนวน 240 ล้านบาท คิดเป็น 240 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งแบบขอกระจายหุ้น (ไฟลิ่ง) ของบริษัทเรียบร้อยแล้ว
“พัชพร สรรคบุรานุรักษ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ราคาขายดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) อดีตที่ 8.058.62 เท่าจากผลประกอบการ 4 ไตรมาสล่าสุดโดยคิดเป็นส่วนลดประมาณ 4852% เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย พี/อี ของบริษัทจดทะเบียนที่มีธุรกิจคล้ายคลึงกันคือ บริษัท เอสทีพีไอ (STPI) และบริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA) ซึ่งมีค่าเฉลี่ย พี/อี ประมาณ 16.7 เท่า
นักวิเคราะห์ในตลาดคาดว่าราคาที่เหมาะสมของ BJCHI ในช่วง 12 เดือนนี้เท่ากับหุ้นละ 3839.50 บาท อิง พี/อี ที่ 10.412 เท่า
นักวิเคราะห์ที่ให้ราคาที่เหมาะสม 38 บาท ให้ส่วนลด 20% จากค่าเฉลี่ยสำหรับหุ้นรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก ซึ่งซื้อขายระหว่างปี 2550-2556
ด้านนักวิเคราะห์ที่ให้ราคาเหมาะสมปี 2557 ที่ 39.50 บาท มองว่าราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอยู่ที่ 15.35 เท่า เพราะมีความเสี่ยงเกี่ยวกับผลประกอบการในอนาคตที่มากกว่า จากมูลค่างานในมือค่อนข้างต่ำ และคาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลจากผลประกอบการปีนี้ที่หุ้นละ 2 บาท
6 เดือนแรกปี 2556 BJCHI มีรายได้เติบโตกว่า 72% หรือมีรายได้ 2,116.54 ล้านบาท ในขณะที่กำไรเติบโตโดดเด่นกว่า 145% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีกำไรกว่า 542 ล้านบาท
สำหรับผลประกอบการที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2553 ที่ผ่านมา BJCHI มีรายได้ 556 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 813 ล้านบาท ในปี 2554 และเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2555 ซึ่งมีรายได้กว่า 3,613 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโต 344%
ครึ่งแรกปีนี้บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) สิ้นสุดไตรมาส 2 ปี 2556 อยู่ที่ 0.40 เท่า ลดลงจากปี 2554-2555 ซึ่งมี ดี/อี อยู่ที่ 0.75 เท่า และ 0.45 เท่าตามลำดับ รวมถึงอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) สิ้นสุดไตรมาส 2 ปี 2556 อยู่ในระดับสูงถึง 104.25%
“คิล ยัง ลี” ประธานกรรมการบริหาร BJCHI คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เติบโต 15% จากปีก่อนและมีอัตรากำไรไม่ต่ำกว่า 20% มีงานในมืออีก 2,000 ล้านบาท ที่ส่วนใหญ่จะรับรู้ในปีนี้ บริษัทมี ดี/อี ต่ำมาก เพราะระมัดระวังในการใช้เงินโดยใช้เงินสดจากการดำเนินงานและขยายงานไปต่างประเทศ ทำให้ฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้และปัจจุบันมีพนักงานคนไทยไม่ต่ำกว่า 200 คน และพนักงานที่มีทักษะไม่ต่ำกว่า 2,000 คน
“การเข้าตลาดหุ้นถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างความน่าเชื่อถือระดับโลก” คิล กล่าว
บริษัทเป็นผู้ดำเนินธุรกิจวิศวกรรมด้านการรับจ้างผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตามแบบและขนาดที่ลูกค้าเป็นผู้กำหนด และมีความพร้อมของงานและบริการทั้งงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็ก งานแปรรูปและประกอบกลุ่มชิ้นงานขนาดใหญ่ งานติดตั้งนอกสถานที่ และงานหล่อชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป ทำให้ BJCHI มีศักยภาพการแข่งขันที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในตลาดต่างประเทศในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น พลังงานและปิโตรเคมี เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และอื่นๆ ซึ่งมีตลาดสำคัญอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย
หยัง เจิน ลี กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตที่ดีโดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลต่อจำนวนโครงการและเงินลงทุนในอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ในกลุ่มปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และเหมืองแร่ เป็นต้น รวมกว่า 350 โครงการ มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 5 แสนล้านเหรียญออสเตรเลีย ที่จะทยอยลงทุนต่อเนื่องไปจนถึงปี 2560 จึงเป็นโอกาสที่ BJCHI เข้าไปแข่งขันรับงานได้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่างานในมือให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 3,334 ล้านบาท โดยเป็นงานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในระหว่างปี 2556 จำนวน 1,494 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้จากการส่งมอบงานไปจนถึงปี 2558
เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นไอพีโอในครั้งนี้ จะนำไปลงทุนในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของบริษัทและลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักรและอุปกรณ์ อีกส่วนนำไปลงทุนก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่และปรับปรุงพื้นที่ภายในบริษัท ส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนเพิ่มเติมในที่ดินและโรงงานแห่งใหม่และเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการของบริษัท
ลักษณะธุรกิจที่ BJCHI ทำตลาดอยู่นั้น จัดอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงเนื่องจากมีคู่แข่งน้อยรายและการแข่งขันด้านราคาไม่รุนแรงนัก รวมถึงยังมีอัตราการเติบโตที่ดี เช่น ธุรกิจพลังงานก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ที่มีบทบาทในฐานะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก
ปัจจุบันมีโครงการลงทุนในประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติมีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และเหมืองแร่ เป็นต้น รวม 350 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 5 แสนล้านเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งจะลงทุนภายในปี 2560 ดังนั้นประเทศออสเตรเลียจึงเป็นตลาดสำคัญของ BJCHI ที่จะสามารถเข้าไปแข่งขันรับงานได้เพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน BJCHI มีมูลค่างานในมือ 3,334 ล้านบาท โดยเป็นงานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในระหว่างปี 2556 จำนวน 1,494 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้จากการส่งมอบงานไปจนถึงปี 2558
นอกจากนี้ จากแนวโน้มทิศทางพลังงานในตลาดโลกที่สดใสอย่างมากในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเชื่อว่า BJCHI จะมีโอกาสเข้าร่วมประมูลงานรวมมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการใหม่ และงานต่อเนื่องจากโครงการ APLNG ซึ่งเป็นฐานลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท
การแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปเหล็กในไทยค่อนข้างสูงส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคา คู่แข่งหลักของ BJCHI ได้แก่ บริษัท ไทยเฮอร์ริค บริษัท วัฒนไพศาล เอ็นยิเนียริ่ง อินเตอร์ เนชั่นแนล บริษัท เอสทีพี แอนด์ไอ (STPI) บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA) และบริษัท แนสโก้เฮียบเส็ง เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งแต่ละบริษัทมีความสามารถในการรับงานที่แตกต่างกันและมีตลาดหลักที่ต่างกันออกไป
บริษัทที่เน้นในตลาดออสเตรเลียเช่นเดียวกับ BJCHI ได้แก่ STPI และ SRICHA แต่ขอบเขตงานนั้นแตกต่างกัน โดย BJCHI สามารถทำงานส่งออก Module สำหรับโรงงานในอุตสาหกรรมหนักได้เหมือน STPI และ SRICHA แต่สำหรับงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กของ BJCHI นั้นครบวงจรมากกว่าทำให้สามารถรับงานได้มากกว่าอีก 2 บริษัทและกระจายงานเพื่อลดความเสี่ยงได้
สำหรับการแข่งขันในต่างประเทศเป้าหมายหลักของ BJCHI จะมีคู่แข่งจากผู้ประกอบการในประเทศนั้นและจากประเทศอื่นในเอเชีย เช่น จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น แต่ไม่มีการแข่งขันด้านราคามากนัก ส่งผลให้อัตรากำไรสูงกว่างานในประเทศ บริษัทมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเทียบกับต่างประเทศส่งผลให้บริษัทได้รับงานประมูลต่อเนื่อง
งานของ BJCHI เป็นงานโครงสร้างและอุปกรณ์ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและการแข่งขันที่ไม่สูงนัก ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ในระดับสูงระหว่าง 2935% และยังส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทอยู่ในระดับสูง เทียบกับการแข่งขันในกลุ่มงานยโสธร ซึ่งปกติแล้วอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 610%
ความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นนี้ คือ ประการแรก โครงสร้างงานในมือทั้งหมดในปัจจุบันมาจากงานโครงการ APLNG จึงมีความเสี่ยงที่ผลประกอบการจะได้รับผลกระทบรุนแรงหากการส่งมอบงานไม่เป็นไปตามกำหนด
ประการที่สอง ความไม่แน่นอนของรายได้เนื่องจากมูลค่างานในมือมีการส่งมอบงานในปี 2557 หรือเพียง 28% จากประมาณการรายได้ปี 2557 ของนักวิเคราะห์ที่ 4,100 ล้านบาท
ประการที่สาม รายได้ BJCHI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่บริษัทคู่แข่งทั้ง SRICHA และ STPI ต่างมีแผนการเติบโตอย่างมากในช่วง 2 ปีข้างหน้า ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการแย่งชิงแรงงานฝีมือขึ้นในอุตสาหกรรม ที่อาจกระทบต่อความ สามารถในการรักษาอัตราการทำกำไรในระดับสูงเหมือนที่ BJCHI เคยทำได้







