
ฝรั่งทิ้งหุ้นไทยหวั่นการเมือง
ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ 48 พ.ย. ปรับลดลงโดยมีแรงขายจากต่างชาติต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเมือง
ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ 48 พ.ย. ปรับลดลงโดยมีแรงขายจากต่างชาติต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเมือง โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,405.03 จุด ลดลง 1.68% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 25.11% จากสัปดาห์ก่อนมาอยู่ที่ 38,520.15 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (MAI) ปิดที่ 372.90 จุด ลดลง 1.87% จากสัปดาห์ก่อน
l ตลาดหุ้นไทยปรับร่วงลงในวันจันทร์ หลังมีการชุมนุมต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อหุ้นคืนหลังราคาปรับลดลงมาก รวมทั้งท่าทีของรัฐบาลที่ส่งสัญญาณว่าจะไม่ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต่อไปอีก หากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ลงมติไม่รับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ โดยนักลงทุนเทขายทำกำไร ก่อนการตัดสินคดีปราสาทพระวิหารและการลงมติของวุฒิสภา ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีการปรับพอร์ตการลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจังหวะการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
l สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 1115 พ.ย.2556 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าดัชนียังคงผันผวนและมีโอกาสปรับลดลง โดยต้องติดตามประเด็นการเมืองในประเทศและคำตัดสินของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร
กองทุนมองต่างมุม
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง เปิดเผยว่า กองทุนของบริษัทขายหุ้นลดน้ำหนักไปบ้าง ซึ่งเป็นจังหวะและเทคนิคการบริหารพอร์ตตามปกติ โดยลดหุ้นที่มีเบต้ามากกว่าค่าเฉลี่ยเฉพาะตัวที่ราคาขึ้นมาสูง เพราะในระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงจากการเมือง แต่ธีมการลงทุนระยะยาวยังไม่เปลี่ยน
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า เหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้กองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทถือเงินสดเพิ่มขึ้น และสัปดาห์ที่ผ่านมาที่หุ้นปรับตัวลงแรงต่อเนื่องมีเงินเข้ามาซื้อกองทุนหุ้น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ของบริษัทค่อนข้างมาก ทำให้กองทุนมีเงินสดค่อนข้างมาก นอกจากนั้นยังมองว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ดัชนีคงเคลื่อนไหวในกรอบ 1,300-1,400 จุด โดยคาดว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม น่าจะไม่ผ่านมติของ สว. และน่าจะทำให้หุ้นขึ้นได้ แต่หากผ่านจะทำให้ตลาดกังวลมากขึ้น อีกทั้งประเด็นปราสาทพระวิหารก็ยังต้องจับตา
นายวีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการผู้บริหาร สายจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า กองทุนของบริษัทไม่ได้ลดสัดส่วนถือหุ้นลง แต่จะสลับตัวโดยขายหุ้นที่แพงและเลือกซื้อหุ้นที่ราคาลงมามากและแนวโน้มการเติบโตสูง
เป้าหมายดัชนี 1,500 จุด
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทิสโก้ยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นปีนี้ที่ระดับ 1,500 จุด โดยรอดูสถานการณ์ต่างๆ ก่อน สำหรับเงินทุนต่างชาติได้ไหลออกจากหุ้นไทยจนเหลือเงินทุนที่เข้ามาซื้อตั้งแต่ปี 2549 เพียง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า เท่าที่ได้คุยกับนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ส่วนใหญ่ไม่ได้กังวลต่อสถานการณ์ เพราะมีความเข้าใจและเกิดขึ้นกับประเทศไทยมาโดยตลอด จึงยังไม่ถึงขั้นชะลอการลงทุนและเปลี่ยนมุมมองการลงทุน
ซีแอลเอสเอเตือนต่างชาติทิ้ง
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอสเอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติถอนเงินลงทุนในประเทศไทย ไปลงทุนในประเทศใกล้เคียงได้ เพราะมีความกังวลกรณีรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายทางด้านการเมือง มากกว่าการมุ่งให้ความสำคัญเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งที่เริ่มเห็นสัญญาการชะลอตัวและยังก่อให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น ยิ่งระยะนี้เป็นช่วงที่นักลงทุนต่างชาติอยู่ระหว่างจัดสรรเงินลงทุน (แอสเอส อโลเคท) ของปี 2557 อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มคิดหนักในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น “เขาอาจพิจารณาถอนเม็ดเงินลงทุนในไทยไปลงทุนในประเทศอื่น ที่มีราคาหุ้นถูกกว่าและไม่มีความเสี่ยงด้านการเมืองและข้อสำคัญรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนอีกด้วย ล่าสุด พบว่ามีกองทุนแห่งหนึ่งเดิมมีนโยบายลงทุนในไทยสัดส่วน 10% ได้โยกไปลงทุนในเวียดนามแทน โดยลดลงทุนหุ้นไทยเหลือเพียง 2% เท่านั้น”นายปริญญ์ กล่าว
นายไพบูลย์ นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติคงไม่ทิ้งตลาดหุ้นไทย เนื่องจากภาคธุรกิจแข็งแกร่งและมุ่งสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนกระแสการย้ายเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามแทนนั้น คาดว่าจะเป็นกองทุนขนาดเล็ก ส่วนกองทุนใหญ่คงไม่ไปเพราะตลาดที่นั่นเทียบขนาดกับตลาดหุ้นไทยไม่ได้ ในช่วงนี้อาจจะขายหุ้นบ้าง เพื่อรอจังหวะในการเข้าซื้อหุ้นในราคาที่ปรับตัวลงมากถึงเป้าหมายที่ต้องการ
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ชี้แจงว่า ฝ่ายวิจัยยังไม่มีแผนจะลดเป้าหมายการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลังจากได้ปรับลดไปแล้วจาก 23% เหลือ 14.7% เมื่อประกาศงบไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยต้องรอให้ผลประกอบการงบไตรมาส 3 ออกมาก่อน







