
11 เดือน 11
การเข้าสู่เดือน พ.ย. ซึ่งเป็นเดือนรองสุดท้ายก่อนจะสิ้นปี ส่วนใหญ่ในทุกๆ ปีมักจะเป็นเดือนที่คึกคัก เพราะมักจะเป็นเดือนที่การทำธุรกิจทั้งหลายต้องมีการเร่งยอดเพื่อให้ตรงตามเป้าหมายที่มีการวางไว้ หรือมีการเร่งยอดขายเพื่อให้มีการเกิดผลตอบแทนที่สูงกว่า เพื่อเมื่อเข้าสู่เดือน ธ.ค. จะมีการวางแผนการหยุดการทำงาน หรือการพักผ่อนยาว แต่ในปีนี้ต้องบอกว่าสถานการณ์ในประเทศไทยไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงจากการเมืองและสิ่งที่เห็นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยขึ้นลงตามสถานการณ์ทางการเมือง ผมคิดว่า ณ จุดนี้ หลายท่านอยากให้ประเมินว่าทิศทางของตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้แนวโน้มจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผลกระทบจากปัจจัยการเมือง
การเข้าสู่เดือน พ.ย. ซึ่งเป็นเดือนรองสุดท้ายก่อนจะสิ้นปี ส่วนใหญ่ในทุกๆ ปีมักจะเป็นเดือนที่คึกคัก เพราะมักจะเป็นเดือนที่การทำธุรกิจทั้งหลายต้องมีการเร่งยอดเพื่อให้ตรงตามเป้าหมายที่มีการวางไว้ หรือมีการเร่งยอดขายเพื่อให้มีการเกิดผลตอบแทนที่สูงกว่า เพื่อเมื่อเข้าสู่เดือน ธ.ค. จะมีการวางแผนการหยุดการทำงาน หรือการพักผ่อนยาว แต่ในปีนี้ต้องบอกว่าสถานการณ์ในประเทศไทยไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงจากการเมืองและสิ่งที่เห็นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยขึ้นลงตามสถานการณ์ทางการเมือง ผมคิดว่า ณ จุดนี้ หลายท่านอยากให้ประเมินว่าทิศทางของตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้แนวโน้มจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผลกระทบจากปัจจัยการเมือง
จากการตามปัจจัยล่าสุด น่าจะมีโจทย์สำคัญในวันที่ 11 ที่จะถึงนี้เพราะในประเด็นของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คงต้องมีการเสนอวุฒิสภา อีกทั้งประเด็นเรื่องเขาพระวิหารก็มีการตัดสินในวันดังกล่าว ซึ่งเมื่อพิจารณาตามเนื้อผ้า คงจะมองว่าวันดังกล่าวน่าจะมีความสำคัญในการสะท้อนปัจจัย แต่อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วในแง่ของสถานการณ์การเมืองในไทย มีความเป็นไปได้ที่ไม่จำเป็นต้องรอถึงเวลาดังกล่าว เพราะการติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยล่าสุด ก็มีการฟื้นตัวจากจุดต่ำ ในบริเวณ 1,387 จุด มา ณ บริเวณ 1,438 จุด เพราะเป็นการสะท้อนถึงการไม่ผ่านของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การคาดการณ์แนวโน้ม ความสำคัญที่น่าจับตาก็คือ ณ จุดเวลานี้ ราคาหุ้นมีการสะท้อนปัจจัยในด้านบวกไปแล้ว เพราะตลาดรับรู้ไปแล้วว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะไม่ผ่าน ปัญหาก็คือ หลังจากนี้กรณีมีปัจจัยบวกเข้ามา การตอบรับข่าว ในราคาหุ้นจะมีน้อยมากเพราะสะท้อนไปแล้ว แต่กรณีมีปัจจัยลบเกิดขึ้นนั้นน่าจะทำให้เกิดแรงขายในตลาดหุ้นได้อีกรอบหนึ่ง
มุมมองการวิเคราะห์ทางเทคนิค มีหลายท่านประเมินว่า ภาพ PRICE PATTERN ของ SET INDEX ณ ปัจจุบัน มีโอกาสเป็นหัวและไหล่แบบหงาย ซึ่งเป็นรูปแบบการกลับตัว เป็นขาขึ้น แต่การเกิดภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องมีการผ่าน Neck Line ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดสังเกตและแนวต้านพร้อมๆ กัน โดยบริเวณดังกล่าวจะอยู่ที่ 1,485 แต่ด่านที่สำคัญต้องมีการผ่าน เบื้องต้นคือ 1,450 บวกลบ 10 จุด กรณีไม่ผ่าน ก็สันนิษฐานได้ว่า โอกาสเป็นรูปแบบเช่นนั้นไม่น่าเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นด่านการกลับตัวเป็นขาขึ้น มีสองด่านสำคัญก็คือ หนึ่งแนวต้านที่ 1,450 และสองแนวต้านที่ 1,485 ซึ่งในสมมติฐานกรณีไม่ผ่านแนวต้านดังกล่าวก็มีโอกาสสูงที่ SET INDEX จะมีการปรับตัวลดลงอีกรอบ ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่ 1,387 หรือ 1,3371,352!!!
บทสรุปสถานการณ์ตลาดหุ้นในปัจจุบันจึงยังไม่นิ่ง และการจัดพอร์ตในระยะสั้นยังคงเน้นการมีเงินสดมากกว่ามีหุ้นไว้เช่นเดิม เพราะมองไปข้างหน้ายังมีปัญหาของการลด QE ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะอย่างช้าจะเห็นการลดลงในเดือน มี.ค.-เม.ย.ปีหน้า แต่อย่างเร็ว ธ.ค.นี้ ก็มีโอกาส และทั้งหมดนี้ก็คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
หมายเหตุ ขอประชาสัมพันธ์เรื่องของการอบรมการวิเคราะห์ทางเทคนิค จะเปิดอมรมในวันที่ 7 ธ.ค. 2556 สำหรับท่านที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 081-243-3344







