
ชงเพิ่มกำลังผลิตโซลาร์รูฟท็อปเว้นขอรง.4
สกพ.เสนอเพิ่มยกเว้นใบ ร.ง.4 โซลาร์รูฟท็อปครัวเรือนกำลังการผลิตสูงสุด 1,000 กิโลวัตต์
สกพ.เสนอเพิ่มยกเว้นใบ ร.ง.4 โซลาร์รูฟท็อปครัวเรือนกำลังการผลิตสูงสุด 1,000 กิโลวัตต์
นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเสนอเรื่องไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อขอเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ประเภทบ้านที่อยู่อาศัย สูงสุด 1,000 กิโลวัตต์ ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) จากเดิมที่กำหนดไว้แค่ 20 กิโลวัตต์ เพื่อดึงดูดให้ผู้สนใจลงทุนขอยื่นติดตั้งมากขึ้น
“เชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีการยกเว้นให้สำหรับโซลาร์รูฟท็อปประเภทบ้านเรือนแน่นอน เพราะเป็นนโยบายที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดขึ้น เพียงแต่ต้องใช้เวลาศึกษารายละเอียดก่อนว่าจะมีกฎหมายใดบ้าง ที่มีอำนาจหน้าที่ในการเข้ามากำกับดูแลได้ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ ซึ่งจะเป็นการดึงดูดให้มีคนสนใจลงทุนติดตั้งมากขึ้น” นายกวิน กล่าว
ปัจจุบันมีผู้ที่สนใจยื่นขอติดตั้งในส่วนของอาคารธุรกิจและโรงงานเข้ามาแล้วมากกว่า 500 เมกะวัตต์ เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 เมกะวัตต์ ขณะที่ประเภทบ้านที่อยู่อาศัยยังมีผู้ขอยื่นเข้ามาน้อยเพียงแค่ 23 เมกะวัตต์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก อย่างไรก็ดี สกพ.เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อขยายระยะเวลาในการรับซื้อไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัยออกไปอีกจากเดิมที่จะหมดกำหนดระยะเวลารับซื้อในวันที่ 15 พ.ย.นี้
สำหรับประเภทอาคารธุรกิจและโรงงานที่มีผู้สนใจยื่นเข้ามามากนั้น อาจมีการพิจารณาขยายเป้าหมายการรับซื้อเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้เงื่อนไขอัตรารับซื้อไฟฟ้าอาจจะไม่ได้อัตราสูงเหมือนกับโครงการรอบแรก และไม่ได้รับซื้อพร้อมทั้งหมดคงเป็นลักษณะทยอยรับซื้อมากกว่า
นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สาเหตุที่โซลาร์รูฟท็อปประเภทที่อยู่อาศัยมีผู้สนใจยื่นลงทุนเข้ามาต่ำกว่าเป้านั้น เนื่องจากติดขัดทั้งในเรื่องของระเบียบผังเมือง กฎระเบียบในการขอใบอนุญาต ร.ง.4 และการบริหารจัดการที่ไม่ดี เนื่องจากเป็นการติดตั้งที่กระจัดกระจายจึงยากที่จะบริหารจัดการได้ แม้ว่าจะมีการขยายระยะเวลารับซื้อเพิ่มก็คงได้ไม่เท่าไหร่ แต่หากไปจับมือกับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็จะทำให้โครงการเป็นไปได้ตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ หากขยายระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปประเภทที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น น่าจะมีการเปลี่ยนรูปแบบโครงการไปจับมือกับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในการทำโครงการร่วมกัน ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เพราะกลุ่มนี้มีบริการแบบวันสต็อปเซอร์วิสทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการขณะที่ผู้ประกอบการเองก็สามารถเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าและยังสามารถบอกได้ว่าโครงการของตัวเองเป็นโครงการสีเขียว”นายเจน กล่าว*** สำหรับประเภทอาคารธุรกิจและโรงงานนั้น ยังมีผู้ที่สนใจยื่นเข้ามาอีกมาก เพราะโรงงานเหล่านี้มีพื้นที่กว้าง ยื่นเข้ามาเพียงแค่ไม่กี่แห่งก็เต็มเป้าหมายแล้ว แต่จะมีการขยายเพดานเป้าหมายรับซื้อเพิ่มหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของกระทรวงพลังงานที่ต้องพิจารณาให้เกิดความสมดุล เพราะพลังงานแสงอาทิตย์มีราคาแพงและไม่สามารถผลิตได้ปริมาณแน่นอนทุกวัน







