
ไทยหวังเปิดเออีซีดันสินค้า-บริการสิ่งแวดล้อมรุ่ง
ธุรกิจสีเขียวหรือธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นกิจการที่ได้รับความสำคัญอย่างมากจากทั่วโลก
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ธุรกิจสีเขียวหรือธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นกิจการที่ได้รับความสำคัญอย่างมากจากทั่วโลก ทั้งจากฝ่ายผู้ประกอบการเอง รวมถึงผู้บริโภคที่ใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจและพยายามปรับไลน์ธุรกิจให้สอดคล้องกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ รองผู้อำนวยการวิชาการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและพัฒนา (ไอทีดี) เปิดเผยภายในงาน “การพัฒนาศักยภาพการผลิตและส่งออกสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม” ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะทำให้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเปิดเสรีมากขึ้น เพราะมีสินค้าหลายรายการที่มีอัตราภาษีเป็น 0% เช่น กังหันลม หม้อไอน้ำ เตาเผาขยะ ดังนั้น สินค้าไทยจึงมีโอกาสที่จะออกสู่ตลาดได้ง่าย รวมถึงเป็นโอกาสที่จะนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในกรณีที่ไทยไม่มีศักยภาพในการผลิตเพื่อทำให้มีต้นทุนที่ลดลง
ทั้งนี้ ประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพมากในกลุ่มธุรกิจรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายในประเทศเท่าที่ควร จากการศึกษาของไอทีดีใน 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ เกษตรอินทรีย์ ธุรกิจบริการกำจัดขยะ และธุรกิจสถานพักแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พบว่า ธุรกิจเกษตรอินทรีย์ของไทยมีจุดแข็ง เพราะมีพื้นฐานการเพาะปลูกที่ไม่ใช้สารเคมีมาก่อน อีกทั้งประเทศยังมีหน่วยงานที่สามารถให้การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้หลายมาตรฐาน รวมถึงความนิยมของผู้บริโภคทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยเป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะในตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร หรือนโยบายรับจำนำข้าว กลับจูงใจให้เกษตรกรหันมาใช้สารเคมีมากขึ้นเพื่อเร่งผลผลิตนำเข้าสู่โครงการของรัฐบาล จึงเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้ยังไม่สามารถเป็นเกษตรอินทรีย์ได้เต็มที่
ขณะที่ธุรกิจบริการกำจัดขยะ ไทยมีจุดแข็ง คือ มีประสบการณ์และมีโอกาสในการส่งออกขยะที่ยังไม่ได้รีไซเคิลและขยะรีไซเคิลไปยังตลาดต่างประเทศได้ ธุรกิจนี้ไทยจัดว่ามีศักยภาพเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน แต่ปัจจุบันไทยประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบขยะอย่างมาก สิ่งที่รัฐบาลควรสนับสนุน คือ ให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ จะทำให้มีต้นทุนขยะถูกลงและมีแรงงานมากขึ้น
ด้านธุรกิจสถานพักแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว มีการดำเนินการจนได้รับรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนโฮมสเตย์ไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนั้น เพราะส่วนใหญ่มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง บางแห่งได้รับการรับรองในระดับสากล
สำหรับโรงแรมขนาดเล็กยังคงมีปัญหาเรื่องการลงทุนเพื่อทำโรงแรมสีเขียว เช่น การสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย เพราะมีต้นทุนสูงควรสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มกันในบริเวณใกล้เคียงและลงทุนร่วมกัน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยต้องการให้เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ การสนับสนุนทางการเงินเพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนาธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างเครือข่ายภายในประเทศกลุ่มอาเซียนเพื่อสร้างความเข้มแข็ง
ถึงกระนั้น ควรกำหนดมาตรฐานการประกอบการและมาตรฐานการผลิต การใช้กลยุทธ์เชื่อมโยงชุมชน ขณะเดียวกันนโยบายของภาครัฐควรส่งเสริมการส่งออกและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีนโยบายไปในทิศทางเดียวกันและไม่ขัดแย้งกัน
“อาเซียนระบุชัดเจนในเรื่องความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันภายใต้ของเสาสังคม วัฒนธรรม เช่น ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจพัฒนาข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ในประเด็นนี้เชื่อว่าทุกเสาทั้งการเมืองและเศรษฐกิจสามารถร่วมกันเข้ามาสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีได้” วัชรัศมิ์ กล่าว
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้สินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อมของไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ทั้งในตลาดอาเซียนและนอกกลุ่มอาเซียน







