
SNCลดยอดโออีเอ็มมาผลิตสินค้าเกรดเอ
SNC ดิ้น ลดยอดขายจากการจ้างผลิต เร่งร่วมธุรกิจเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นผลิตสินค้าคุณภาพสูง
SNC ดิ้น ลดยอดขายจากการจ้างผลิต เร่งร่วมธุรกิจเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นผลิตสินค้าคุณภาพสูง
นายสมชัย ไทยสงวนวรกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) เปิดเผยว่า บริษัทปรับกลยุทธ์โดยการลดยอดขายจากการรับจ้างการผลิต (โออีเอ็ม) ให้เหลือ 20% จาก 30% ในปัจจุบัน เพราะอัตรากำไรต่ำ ไม่คุ้มกับการลงทุน แต่จะหันไปเน้นการผลิตสินค้าคุณภาพสูง ด้วยการหาผู้ร่วมลงทุนซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จากญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเสนอดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ 0.5% และปลอดการชำระคืนเงินต้นเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งบริษัทจะร่วมลงทุนกับบริษัทเหล่านี้ โดยขณะนี้มีอีก 2-3 รายที่อยู่ระหว่างการเจรจา ภายหลังได้ร่วมทุนกับ Fuso Industries ไปแล้ว
ประธานกรรมการบริหาร SNC กล่าวว่า จากนี้ไป SNC จะไม่มุ่งเน้นยอดขาย เพราะการผลิตจำนวนมากเพื่อต้องการผลการประหยัดต่อขนาดนั้น จะไม่ใช่แนวทางให้บริษัทอยู่รอดได้ เพราะต้องอาศัยแรงงานจำนวนมากในภาวะที่ขาดแคลนแรงงานและค่าแรงอยู่ในระดับสูง แต่บริษัทจะให้ความสำคัญกับการผลิตที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง อาศัยหุ่นยนต์มาผลิต โดยมองว่าการลงทุนในเครื่องจักรน่าจะดีกว่าลงทุนด้านแรงงาน นอกจากนี้ การมุ่งร่วมทุนกับเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นจะทำให้บริษัทได้เรียนรู้เทคโนโลยี
นายสมชัย กล่าวว่า ผลจากการปรับตัวเหล่านี้จะทำให้ภาพรวมยอดขายของบริษัทตั้งแต่ปี 2557 ไม่สูง แต่ในด้านกำไรน่าจะมีการเติบโตที่ดีขึ้น โดยคาดว่าอัตรากำไรสุทธิของบริษัทในปี 2557 จะอยู่ที่8-9% และปี 2558 ไม่น้อยกว่า 10% จากอดีตเฉลี่ยอยู่ที่ 6-7% เท่านั้น สำหรับรายได้และผลกำไรของบริษัทในปีนี้น่าจะใกล้เคียงกับปีก่อน ที่มีรายได้ 7,694 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 493 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ของลูกค้าไม่ดี โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ายอดขายลดลง เป็นผลจากนโยบายรถคันแรกทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง
ขณะเดียวกัน ยอดการส่งออกก็ลดลงรับผลกระทบจากลูกค้าในประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง เนื่องจากนโยบายของประเทศดังกล่าวออกมาตรการประหยัดพลังงาน ให้มีการใช้เครื่องปรับอากาศประหยัด เบอร์ 5 ทำให้ลูกค้ารับผลกระทบต้องมีการปรับปรุงสินค้าการผลิต
นอกจากนี้ ลูกค้าในประเทศไทยซึ่งเคยเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 ไม่สร้างโรงงานใหม่ แต่กลับย้ายฐานการผลิตไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เพราะไม่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมและค่าแรงงานฝีมือต่ำกว่าเมืองไทย 3-4 เท่า







