
เกาะติดภาระกิจทีเอ็นไอผลิตคนตอบโจทย์อุตฯ
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
หนึ่งในปัญหาสำคัญของการศึกษาในประเทศไทยคือ การผลิตคนที่ไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันได้มีความพยายามปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ในฝั่งของสถาบันการศึกษาลูกผสมอย่าง สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น (TNI) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทยญี่ปุ่น) หรือ สทท.นั้นมีเป้าหมายตั้งแต่เริ่มแรกว่าจะสร้างคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเฉพาะทางป้อนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทุกสัญชาติ
มาถึงวันนี้ กฤษดา วิศวธีรานนท์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น (TNI) ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า จะทำให้สถาบันเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเฉพาะทางต่อไป เนื่องจากการผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมถือเป็นสิ่งสำคัญที่สถาบันการศึกษาต้องตระหนัก เพราะเป็นการยืนยันในระดับหนึ่งว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาไปนั้นจะไม่ตกงาน เพราะมีคุณสมบัติตรงกับความต้องการขององค์กรธุรกิจ อีกทั้งยังได้งานทำตรงกับที่เรียนมาด้วย
ทั้งนี้ การเรียนการสอนของสถาบันเป็นแบบญี่ปุ่นสไตล์โมโนซุคุริคือ เน้นให้เกิดการเรียนรู้และสามารถลงมือทำได้เอง คิดเป็น ทำเป็น การสอนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมให้เกิดการคิดสิ่งใหม่ จึงกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ได้รับการยอมรับจากสถานประกอบการว่า คนที่เรียนจบจากที่นี่ทำงานเป็นและทำงานได้ทันที
อีกยังมีอีกหนึ่งจุดเด่นคือ การเพิ่มทักษะด้านภาษา ซึ่งจะสอนเป็นทั้งภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น โดยก่อนที่นักศึกษาจะไปปฏิบัติงานสหกิจศึกษาจะต้องผ่านการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ (โทอิก) ก่อน ส่วนภาษาญี่ปุ่นจะต้องได้ระดับ N4 ซึ่งเป็นระดับทั่วไปที่สามารถสื่อสารได้ เพื่อรองรับความต้องการของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยและประเทศอาเซียน
“ช่วงที่ผ่านมาญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะระดับเอสเอ็มอีที่เป็นบริษัทลูกของฮอนด้า โตโยต้า และธุรกิจร้านอาหาร ขณะเดียวกันการเปิดประชาคมอาเซียนจะทำให้คนที่มีความสามารถเฉพาะทางและมีทักษะภาษาญี่ปุ่นเป็นที่ต้องการมากขึ้นอีก”
นอกจากการเรียนในเมืองไทยแล้ว สถาบันได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เพื่อส่งนักศึกษาไปเรียนและฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 16 เดือน ซึ่งนักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิตได้ แต่ละปีมีนักศึกษาไปญี่ปุ่นประมาณ 200 คน หรือประมาณ 20% ของนักศึกษาแต่ละชั้นปี มีนักศึกษาญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนปีละประมาณ 50 คน และกำลังจัดทำหลักสูตร 2+2 คือ เรียนที่ไทย 2 ปี และเรียนที่ญี่ปุ่น 2 ปี โดยจะได้ปริญญาจากทั้งสองสถาบันด้วย
ขณะเดียวกัน สถาบันยังมีแผนที่จะยกระดับให้เป็นวิทยาลัยนานาชาติในปี 2560 เพื่อรองรับนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เช่น พม่า เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ที่บริษัทญี่ปุ่นจะใช้สถาบันเป็นฐาน หรือเป็นศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรแทนการส่งบุคลากรเหล่านี้ไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น
พร้อมกันนี้เตรียมจะเพิ่มกำลังการผลิตบัณฑิตให้มากขึ้นเป็นปีละ 1,000 คน จากเดิมที่ผลิตได้ปีละ 700 คน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนการขยายวิทยาเขตนั้นคงต้องใช้เวลาอีก 10 ปี เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงและด้วยจุดยืนของสถาบันที่ต้องการเน้นคุณภาพ และเป็นวิทยาลัยเฉพาะทางไม่ได้ต้องการเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ จึงต้องการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปพร้อมกับความต้องการของตลาดแรงงาน
สำหรับการร่วมมือกับประเทศในอาเซียนในปัจจุบันนั้น กฤษดา กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันได้ทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติ สปป.ลาว ในการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกันและมีแผนที่จะทำเพิ่มเติมกับอินโดนีเซีย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน พร้อมกับร่วมมือกับ สทท.จัดหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นด้านการจัดการอุตสาหกรรมให้กับประเทศอาเซียนด้วย
ล่าสุด ประเทศพม่าแสดงความสนใจที่จะให้ทางสถาบันช่วยสนับสนุนการสร้างสถาบันการศึกษาลักษณะเดียวกับสถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ที่ประเทศพม่า เพื่อรองรับการลงทุนของญี่ปุ่นที่จะขยายเข้าไปในพม่า ทั้งในนิคมอุตสาหกรรมติละวาและทวาย คาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 23 ปี ก็น่าจะเห็นแผนความร่วมมือด้านการศึกษานี้ชัดเจนขึ้น







