
หอการค้าชี้ 3 เทรนด์เอสเอ็มอีแห่งอนาคต
หนึ่งในอุปสรรคและปัญหาของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของประเทศไทย
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
หนึ่งในอุปสรรคและปัญหาของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของประเทศไทย คือ การขาดความรู้และความเข้าใจธุรกิจ ดังนั้นสถาบันการศึกษา “มหาวิทยาลัยหอการค้า” จึงพร้อมให้ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอี พร้อมกับมีหน่วยงานสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ ออกมาสู่ประเทศแล้ว
เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและเอสเอ็มอี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ “University Business Incubators” หรือยูบีไอ ทำหน้าที่สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ หรือคนทำงานที่อยากทำธุรกิจ ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ เข้ามาปรึกษาขอคำแนะนำทำธุรกิจ
เปิดศูนย์สร้างเอสเอ็มอีคลื่นลูกใหม่
ศูนย์ดังกล่าว เปรียบเสมือนพี่เลี้ยง พร้อมให้คำแนะนำการทำธุรกิจทุกด้าน ทั้งพัฒนาสินค้า การวิจัย ทำตลาด และการหาแหล่งเงินทุนมาทำธุรกิจ ซึ่งได้เปิดศูนย์ยูบีไอมาประมาณ 2 ปี มีคนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาปรึกษาทำธุรกิจหลายกลุ่ม
พร้อมกันนี้ได้ร่วมกับหอการค้าไทย นำเสนอมุมมองด้านวิชาการ ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจในด้านต่างๆ กำลังซื้อของผู้บริโภค เพื่อเป็นข้อมูลทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการได้ตัดสินใจ รวมทั้งได้นำเสนอผ่านรายการเอสเอ็มอี ผ่านสื่อทีวี ดาวเทียม ให้แนวคิดธุรกิจ กลยุทธ์การทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแก่ผู้ประกอบการด้วย
3 กลยุทธ์พลิกธุรกิจสู่ชัยชนะ
ททั้งนี้ ที่ผ่านมาจากการสำรวจธุรกิจเอสเอ็มอีไทยที่ประสบความสำเร็จ จะมีจุดเด่นสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.ต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีไอเดียธุรกิจแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เช่น คนไทยที่ผลิตแซ็กโซโฟนพอลิเมอร์รายแรกที่ส่งออกไปขายทั่วโลก และส่งออกได้ทั่วโลก มีลูกค้ารอคิวสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก ซึ่งมีแนวคิดทำธุรกิจ คือ มุ่งพัมนาและผลิตแซกโซโฟนให้มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งมีทีมงานเพียง 5 คนและให้พนักงานแต่ละคนไปเปิดบริษัท ผลิตแซกโซโฟน ส่วนเจ้าของทำหน้าที่พัฒนาสินค้าเท่านั้น
2.ทำธุรกิจที่ผสมผสานสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัวมาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด เช่น แบรนด์ภิญญ์ ที่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าครอสติช โดยเป็นผู้ริเริ่มนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาผสมผสานเข้ากับงานฝีมือ ทำให้สินค้าได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบงานฝีมือ และมีจำนวนสูงมากขึ้นทุกปี กลายเป็นธุรกิจใหม่ที่โดดเด่น
3.ทำธุรกิจที่ไม่อยู่ในกรอบ เปลี่ยนความเชื่อแบบเดิมๆ เช่น หมูทอดเจ๊จง ที่มีแนวคิดขายอาหารแปลกใหม่ คือ คิดราคากับข้าว 17 บาท ให้ตักข้าวเอง เป็นต้น เพื่อเจาะกลุ่มคนที่รับประทานข้าวในปริมาณมาก รวมทั้งยังเปิดเฟคบุ๊คในชื่อ ร้านหมูทอดเจ๊จง ที่มีแฟนเฟจติดตามมากกว่า 2 หมื่นคนแล้ว
สำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่กำลังมาถึงแล้วจะเป็นโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าไปทำตลาดในทุกประเทศของอาเซียน โดยสินค้าที่เป็นอนาคตของประเทศไทย คือ
1.สินค้ากลุ่มภูมิปัญญาของประเทศ ที่มีเฉพาะประเทศไทย ต่างประเทศไม่สามารถเลียนแบบได้ ทั้งอาหารไทย ที่ต้องเป็นคนไทยผลิตและทำเท่านั้น รวมทั้งใช้วัตถุดิบในประเทศ จึงได้รสชาติไทยแท้ แม้ว่าต่างประเทศจะทำก็ไม่เหมือนอย่างแน่นอน กลุ่มอาหารเครื่องแกงจากสมุนไพร ที่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ รวมทั้งสินค้าที่ต่อยอดภูมิปัญญาพื้นบ้านไปสู่สินค้าใหม่ที่มีนวัตกรรม
2.สินค้ากลุ่มอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ดูแลความงาม ผลิตจากสมุนไพรไทย เพราะในตลาดโลกต้องการสินค้าที่ผลิตจากธรรมชาติและเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งในประเทศไทยมีสมุนไพรที่สามารถนำมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่จำกัด ซึ่งในปัจจุบันตลาดสมุนไพรไทย มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่เมื่อนำมาแปรรูปแล้วตลาดมีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ถือว่าตลาดมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
3.กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และภาคบริการ เป็นธุรกิจที่รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยว คนทำงาน และบริษัทต่างๆ ที่จะเข้ามาในประเทศไทย จากจุดเด่นของประเทศไทยที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากประเทศอื่น ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี รวมทั้งจะมีบริษัทต่างชาติรายใหม่ๆ มาเปิดสำนักงานในไทยเพื่อรองรับการเปิดเออีซีด้วย
ดังนั้น 3 กลุ่มธุรกิจดังกล่าว จึงเป็นหัวหอกสำคัญสำหรับประเทศไทยและเป็นอนาคตของเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ ที่สามารถปรับธุรกิจเพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้ได้
ผู้ประกอบการไทยบางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จ จะมีปัญหาใน 3 ด้านหลัก คือ 1.รอเพียงความช่วยเหลือจากภาครัฐ จึงไม่เริ่มพัฒนาธุรกิจอย่างจริงจัง 2.รอเงินทุนสนับสนุน ทั้งที่ในความเป็นจริง โอกาสที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนและเงินทุนมีน้อย ดังนั้น อย่ารอการช่วยเหลือ ต้องเข้าไปทำตลาดด้วยตัวเอง และ 3.มุ่งผลิตเพื่อขายอย่างเดียว แต่ไม่ได้มุ่งพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ หรือมีความโดดเด่นเพิ่มขึ้น ทำให้สินค้าอยู่นิ่งและไม่มีมูลค่าเพิ่ม
ในแต่ละปีจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเปิดธุรกิจใหม่ประมาณ 50,000-60,000 รายต่อเดือน รวมแล้วต่อปีจะมีธุรกิจใหม่เปิดตัว 600,000 ราย แต่สามารถอยู่รอดได้ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจำนวนดังกล่าวก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ถือว่า มีผู้ประกอบการเกิดใหม่และปิดกิจการไปในระดับใกล้เคียงกันทุกปี ดังนั้น เอสเอ็มอีจึงมีโอกาสพัฒนาธุรกิจได้อีกมากและก้าวไปสู่อนาคตให้ได้
จุดเริ่มต้นของบริษัทใหญ่ทั่วโลก เกิดจากคนไม่กี่คน หรือเป็นธุรกิจจากครอบครัว จุดเล็กๆ ที่มีความสำคัญมากสุด ก่อนพัฒนาธุรกิจจนประสบความสำเร็จ ดังนั้น หากเอสเอ็มอีสามารถปิดจุดอ่อน ปรับแนวคิดธุรกิจ และทำธุรกิจเพื่อรับมือกับเทรนด์ในอนาคต ก็จะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ก้าวไปสู่บริษัทขนาดใหญ่ได้เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วทั้ง กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มเซ็นทรัล และไทยเบฟเวอเรจ เป็นต้น







