
กฟผ.ย้ำจุดยืนแค่ร่วมศึกษาผุดเขื่อนฮัจยี
โพสต์ทูเดย์
— กฟผ.ย้ำลงนามเขื่อนฮัจยีแค่ศึกษาโครงการเท่านั้น ไม่ได้ผูกพันกับการก่อสร้างในระยะยาวนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กรณีการลงนามบันทึกข้อตกลงในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัจยี สหภาพพม่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นการลงนามเชิงพาณิชย์ร่วมกันของกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาโครงการ 4 ฝ่ายเท่านั้น ไม่ใช่สัญญาเพื่อนำไปสู่การก่อสร้างโครงการอย่างเป็นทางการ
สำหรับผู้ร่วมพัฒนาโครงการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย กรมวางแผนไฟฟ้าพลังน้ำ สหภาพพม่า บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท Sinohydro Corporation และบริษัท International Group of Entreprenuer
ทั้งนี้ กฟผ.เคยลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไว้แล้ว แต่ฉบับเดิมได้หมดอายุลงเมื่อเดือน มี.ค. 2553 ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยันว่าผู้ร่วมพัฒนาโครงการ 4 ฝ่าย ยังสนใจจะดำเนินโครงการนี้ร่วมกันต่อไป จึงกำหนดให้มีการลงนามกันใหม่
“
ผลจากการลงนามเพื่อศึกษาต้นทุนในการดำเนินการ เงินลงทุน สัดส่วนการร่วมทุน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และอัตราค่าไฟฟ้าที่จะเสนอขายให้แก่ประเทศไทย จากนั้นจึงนำเสนอต่อ ครม. เพื่อขออนุมัติตามระเบียบ โดย กฟผ. จะให้บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเข้าไปร่วมทุนในโครงการเขื่อนฮัจยี” นายสุทัศน์ กล่าวนายสุทัศน์ กล่าวว่า กฟผ. จำเป็นต้องลงนามกับผู้สนใจพัฒนาโครงการรายอื่น เนื่องจากข้อตกลงเดิมหมดอายุลง มิฉะนั้นทางสหภาพพม่า อาจพิจารณาให้กลุ่มผู้สนใจอื่นเข้ามาดำเนินการแทน อย่างไรก็ตามการดำเนินการตามคำสั่งของคณะกรรมการติดตามแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งมี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นประธาน ได้ดำเนินการคู่ขนานไปด้วยเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมตามที่คณะกรรมการฯ กำหนดเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาก ครม. เห็นชอบจึงจะสามารถเริ่มดำเนินการโครงการก่อสร้างต่อไป
สำหรับผู้พัฒนาโครงการ4 ฝ่าย ประกอบด้วย กรมวางแผนไฟฟ้าพลังน้ำ สหภาพพม่า (DHPP) บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) บริษัท Sinohydro Corporation Limited (Sinohydro) และ บริษัท International Group of Entreprenuer Company Limited (IGOEC)







