
มองพม่าผ่านผนัง ทางแพร่ง "ขนบเดิม-สังคมใหม่"
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
ขณะที่อุตสาหกรรมหนังไทยกำลังโกอินเตอร์ โดยเฉพาะในอาเซียนที่ทั้งหนังและดาราไทยได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในทางกลับกัน คนไทยยังไม่เปิดใจรับหนังจากเพื่อนบ้าน แม้จะมีฉายบ้างก็จำกัด ในวงแคบๆ ทั้งที่มีหนังดีจากอาเซียนหลายเรื่อง
อัมพร จิรัฐติกร อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หยิบหนังสั้น 3 เรื่อง จากการสร้างสรรค์ของผู้กำกับรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนภาพยนตร์แห่งย่างกุ้ง (YFS) มาฉายในงานเสวนา “ศิลปะ ศาสนา เพศวิถี : มองพม่าผ่านหนัง” ที่จัดในงานเทศกาลศิลปวัฒนธรรมอาเซียน กรุงเทพฯ ประกอบด้วยเรื่อง “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” (Like Father, Like Son) “ล้านเส้นด้าย” (A Million Threads) และ “เจ้าผีเสื้อ” (Burmese Butterfly)
หนังเรื่องลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นสะท้อนเรื่องราวของคณะละครรามายณะ “รอยัล รามา เธียเตอร์ ทรูป” ที่ต้องพยายามประคับประคองให้การแสดงพื้นบ้าน ที่สืบทอดกันมา 50 ปียังคงอยู่ต่อไป ท่ามกลางยุคสมัยที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจการแสดงพื้นบ้าน
อัมพร บอกว่า คณะละครนี้รับการแสดงรามายณะมาจากอโยธยา เดิมอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ซึ่งมีชุมชนชาวอโยธยาตั้งอยู่ ก่อนย้ายมาอยู่ทางใต้ของพม่าในปัจจุบัน โดยการแสดงจะจัดต่อเนื่อง 9 วัน ในช่วงเดือน ต.ค. ทุกคนในคณะไม่ใช่นักแสดงอาชีพ บางคนขายของ บางคนเป็นช่างตัดผม ส่วนหัวหน้าคณะเปิดร้านถ่ายรูป เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ แต่จะหยุดทำงานและมารวมตัวกันฝึกซ้อมในช่วง 1 เดือนก่อนจัดแสดง
หัวหน้าคณะสืบทอดความตั้งใจมาจากรุ่นพ่อ แต่ก็ปรับเปลี่ยนขนบหลายอย่างจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำอาชีพอื่นด้วย ผิดจากพ่อที่ดูแลคณะละครอย่างเดียว รวมถึงเปลี่ยนขนบการแสดงรามายณะที่ตระกูลใดรับบทพระรามก็จะรับบทนั้นสืบทอดกันรุ่นสู่รุ่น ส่วนตระกูลไหนรับบททศกัณฐ์ก็ต้องเล่นบทนั้น ไม่สามารถข้ามสายกันได้ แต่หัวหน้าคณะผู้ลูกข้ามจากบทพระรามมารับบททศกัณฐ์ และยังข้ามพื้นที่บนเวทีที่เดิมจะแยกฝ่ายดีและฝ่ายร้ายอยู่คนละข้าง
ทุกวันนี้ คณะละครกำลังเผชิญกับปัญหาที่คน รุ่นใหม่ไม่สนใจการแสดงดั้งเดิม เพราะมีสื่ออื่นๆ เข้ามา เช่น หนัง เพลงฮิปฮอป ทำให้คณะละคร ต้องปรับตัว ทั้งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมาเล่นเป็นตัวประกอบในบางฉาก เพื่อกระตุ้นความสนใจ
แต่น่าสนใจว่า ความพยายามของคณะละครนี้ จะยื้อเวลาไปได้นานแค่ไหน เพราะเก็บค่าเข้าชมแค่ 800 จ๊าด (ประมาณ 1 เหรียญสหรัฐ) สำหรับ 4 คน ขณะที่รัฐไม่เคยสนับสนุน จนกระทั่งปีที่แล้วเชิดชูให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ซึ่งอีกด้านของเหรียญก็ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อขนบเดิม จากการต้องลดเวลาเหลือเพียง 23 ชั่วโมงจาก 9 วัน เพื่อให้รัฐจัดแพ็กเกจร่วมกับศิลปะแขนงอื่นๆ สำหรับนำไปเผยแพร่
ขณะที่หนังเรื่องล้านเส้นด้าย เป็นเรื่องราวของการแข่งขันทอผ้าห่มพระเจดีย์ของหญิงพม่าที่จัดขึ้นในเดือน พ.ย.ของทุกปี หนังเรื่องนี้สะท้อนสังคมพม่า 2 เรื่อง นั่นคือ 1.พม่ายังมีความเข้มแข็งในเรื่องชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจทำกิจกรรมต่างๆ และ 2.อุดมการณ์ทางศาสนาและอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ เพราะแม้งานทอผ้าจะเป็นของผู้หญิง ผู้ชายกลับเป็นคนตัดสิน เนื่องจาก ผู้ชายเป็นทั้งกรรมการวัดและกรรมการชุมชน สะท้อนว่าขนบหลายอย่างยังมีการสืบทอดต่อๆ กันมา
หนังทั้งสองเรื่องสะท้อนชัดว่า พม่ายังยึดโยงอยู่กับความเปลี่ยนแปลงในวัฏจักรการเกษตร โดยจัดกิจกรรมเพื่อศาสนาและงานรื่นเริงต่างๆ หลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว
หนังเรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องของเกย์ที่ยังเป็นเรื่องใหม่ซึ่งมาพร้อมกับความทันสมัยในพม่า แม้ที่ผ่านมาสังคมพม่าจะคุ้นเคยกับสาวประเภทสองและอยู่ร่วมในชุมชนได้ แต่อิทธิพลตะวันตกทำให้สังคมพม่ามีเกย์หลายประเภทมากขึ้น ทำให้สังคมและรัฐเริ่มต่อต้าน เพราะกระทบการสืบทอดเผ่าพันธุ์ ขณะเดียวกัน เกย์ในพม่าไม่ได้มีโอกาสทำงานและได้รับการยอมรับเท่าเมืองไทย
“หนังทั้ง 3 เรื่องนี้สะท้อนว่า สังคมพม่ากำลัง ก้าวสู่ความทันสมัย ขนบดั้งเดิมที่เคยดำรงอยู่กำลังปะทะประสานกับความเปลี่ยนแปลง”
น่าสังเกตว่า อุตสาหกรรมหนังในพม่ายังต้องใช้เวลาปรับตัว เพราะสภาพแวดล้อมยังไม่เอื้อ คนทำหนังยังต้องแบ่งรายได้ให้โรงหนังมากถึง 60% รวมถึงจำกัดจำนวนซื้อฟิล์มได้แค่เรื่องละ 2.5 หมื่นฟุต หนังพม่าจึงมีแต่แนวตลก เพราะไม่ยุ่งยากและถูกใจตลาด
อีกสิ่งหนึ่งที่ท้าทาย คือ แม้จะหมดยุคเซ็นเซอร์สื่อแบบเข้มข้น แต่ศิลปินพม่ายังหาทางเดินไม่เจอว่าจะสร้างสรรค์เนื้อหาแบบไหน เมื่อไม่ต้องต่อสู้กับอำนาจเผด็จการทหาร ผิดกับก่อนหน้านี้ที่ศิลปินมีความสร้างสรรค์มากท่ามกลางแรงกดดัน







