
บทเรียนคลื่น 1800สู่การจัดสรรคลื่นที่ดีกว่า
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ยืดเวลา 1 ปีให้กับคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ของเอไอเอสและทรูมูฟ เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาพิจารณาโอนย้ายค่ายใช้บริการมือถือไปยังคลื่นความถี่ใหม่ โดยอาจจะเป็นเอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟเอช หรือทีโอที ก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้มาจากมาตรการเยียวยาครั้งนี้คือโอกาสที่ต้องเสียไป 1 ปีของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสามารถทางการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสการใช้บริการที่มีคุณภาพ ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในระบบการสื่อสาร ถ้าไม่เรียนรู้และพัฒนาการจัดสรรคลื่นให้ดียิ่งขึ้น
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ยืดเวลา 1 ปีให้กับคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ของเอไอเอสและทรูมูฟ เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาพิจารณาโอนย้ายค่ายใช้บริการมือถือไปยังคลื่นความถี่ใหม่ โดยอาจจะเป็นเอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟเอช หรือทีโอที ก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้มาจากมาตรการเยียวยาครั้งนี้คือโอกาสที่ต้องเสียไป 1 ปีของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสามารถทางการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสการใช้บริการที่มีคุณภาพ ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในระบบการสื่อสาร ถ้าไม่เรียนรู้และพัฒนาการจัดสรรคลื่นให้ดียิ่งขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเกินกว่า 70 ล้านราย ขณะที่ประชากรมีประมาณ 65 ล้านราย แสดงว่าสัดส่วนการใช้งานเกินกว่า 100% ของประชากรแล้ว ที่สำคัญคือการใช้งานอินเทอร์เน็ตกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะ 3จี ที่เข้าถึงได้มากกว่า ทำให้หลายคนใช้เป็นช่องทางเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทดแทนอินเทอร์เน็ตแบบมีสายที่มีการขยายตัวช้า และมีอีกประมาณ 20 ล้านเลขหมายที่ใช้งานสมาร์ทโฟน โดยมีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 300 เมกะไบต์ต่อเดือน และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างสูง โดยคาดว่าภายใน 3 ปี จะเพิ่มเป็น 1 กิกะไบต์ต่อเดือน
แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ การใช้งานคลื่นความถี่ที่มากขึ้น และผู้ให้บริการไทย คือ เอไอเอส ดีแทค และทรู มีคลื่นความถี่ไม่เพียงพอให้บริการ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เป็นเกาะเล็กๆ มีประชากรกว่า 3 ล้านคน แต่ผู้ให้บริการเช่น สิงเทล มีคลื่น 900, 2100, 2600 เมกะเฮิรตซ์ และเตรียมเข้ารับการจัดสรรคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ เพราะรู้ว่ายิ่งมีคลื่นความถี่มากเท่าไรก็สามารถให้บริการได้ดีขึ้นเท่านั้น และช่วยลดต้นทุนการให้บริการได้อีกด้วย
ขณะที่ในไทย เอไอเอสมีคลื่น 900 ที่กำลังจะหมดอายุสัญญาสัมปทานในปี 2558 และ 2100 ที่ได้รับใบอนุญาตใหม่ 15 ปี ขณะที่มีลูกค้าประมาณ 40 ล้านเลขหมาย ถือว่ามีคลื่นน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ใช้ที่มีมากที่สุด ส่วนทรูมูฟมีคลื่น 850 และ 2100 เพียงแต่ได้สิทธิเยียวยาใช้คลื่น 1800 ได้อีก 1 ปี ก็มีความเสี่ยงที่จะมีคลื่นความถี่ไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน สุดท้ายคือ ดีแทค ที่มีคลื่น 850, 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่เหลือเวลาอีกประมาณ 5 ปี และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ ตามใบอนุญาตใหม่ ถือว่ามีคลื่นมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในแง่การวางแผนการลงทุน และความมั่นคงในการให้บริการกับประชาชนในระยะยาวแล้ว ถ้ามีแผนการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เป็นโรดแมปชัดเจนว่าจะมีการจัดสรรคลื่นความถี่อะไร ในปีใดบ้าง เป็นเหมือนไกด์ไลน์ จะทำให้การวางแผนง่ายขึ้น
“การวางแผนจัดสรรประมูลคลื่นความถี่สามารถทำได้เลย เพราะมีแผนแม่บทคลื่นความถี่อยู่แล้ว มีระยะเวลาที่จะหมดสัมปทานอยู่แล้ว สหภาพโทรคมนาคมหรือไอทียูก็กำหนดมาตรฐานสากลที่ใช้ร่วมกันทั่วโลกไว้แล้วด้วย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยได้เลย” แหล่งข่าวเปิดเผย
แน่นอนว่าการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานที่เกิดขึ้น และยืดเวลาเยียวยาไป 1 ปี รวมถึงสัญญาสัมปทานที่กำลังจะหมดในอนาคต สามารถใช้บทเรียนจากกรณีคลื่น 1800 ครั้งนี้ได้ นั่นคือต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน คือ 1.เมื่อผู้ใช้ต้องย้ายไปใช้บริการค่ายใหม่ ต้องได้รับบริการที่เหมือนเดิมหรือมากกว่า ทั้งเรื่องคุณภาพและแพ็กเกจ ถ้ายิ่งใกล้เวลาหมดอายุสัมปทานหรือใบอนุญาต ต้องห้ามขายซิมใหม่ และต้องแจ้งผู้ใช้ด้วยว่าแพ็กเกจที่สมัครใช้งานจะใช้ได้ถึงเมื่อไร
นอกจากนี้ ต้องมีการแจ้งทางเลือกใหม่ให้ผู้ใช้ได้รู้อย่างชัดเจนว่ามีผู้ให้บริการรายอื่นบ้าง และสามารถรองรับบริการได้มากน้อยแค่ไหน เช่น คลื่น 2100 ความจุ 15 เมกะเฮิรตซ์ สุดท้ายต้องมีการกำหนดการย้ายจำนวนมากแบบบิ๊กล็อต ซึ่งทางเทคนิคสามารถทำได้ โดยต้องมีการกำหนดวันสุดท้ายให้ชัดเจน หากผู้ใช้ไม่เลือกค่ายผู้ให้บริการจนถึงวันสุดท้าย อาจมีการย้ายอัตโนมัติเฉลี่ยไปยังค่ายอื่นๆ เท่าๆ กัน เพื่อให้สามารถนำคลื่นความถี่ดังกล่าวกลับไปจัดสรรใหม่ได้ทันที และแน่นอนต้องมีการเตรียมจัดสรรคลื่นใหม่อย่างน้อย 6-12 เดือน
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. กล่าวว่า กสทช.ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดในระยะเวลาทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้จัดสรรคลื่นความถี่ 2100 ไปแล้ว ส่วนกรณีคลื่น 1800 ก็กำลังเร่งดำเนินการเช่นกัน ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องจัดสรรทันที แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ซึ่งทุกอย่างจะพร้อมในปี 2557 และมีความเป็นไปได้ที่จะจัดประมูลพร้อมคลื่น 900 ในคราวเดียวเลย
ถ้าใช้บทเรียนจากคลื่น 1800 เพื่อการวางแผนจัดสรรคลื่นอื่นในอนาคต ประโยชน์ก็ย่อมตกไปถึงผู้บริโภคอย่างแน่นอน







