posttoday
กนย.เตือนสวนยางเกิดใหม่ดั้มราคาไทย

กนย.เตือนสวนยางเกิดใหม่ดั้มราคาไทย

27 ตุลาคม 2556

กนย.ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลเตรียมแผนรองรับยางเกิดใหม่ใน ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม อาจส่งผลกระทบต่อไทย

กนย.ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลเตรียมแผนรองรับยางเกิดใหม่ใน ลาว  พม่า  กัมพูชา เวียดนาม อาจส่งผลกระทบต่อไทย

นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) กล่าวว่า แนวโน้มข้างหน้าน่าเป็นห่วงชาวสวนยางในประเทศมาก   เพราะขณะนี้ทั่วโลกปลูกยางกันมาก โดยเฉพาะที่สำคัญผู้สั่งยางจากประเทศไทยรายใหญ่ คือประเทศจีน ได้มีการลงทุนปลูกยางอย่างขนานใหญ่ ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว  และกัมพูชา ซึ่งสามารถกรีดได้เป็นจำนวนมากในปี 2559  เป็นต้นไป

“จีนในฐานะผู้ซื้อยางรายใหญ่ที่สุดของไทย เพื่อนำไปแปรรูป เมื่อจีนมียางเป็นของตนเองก็จะเกิดอำนาจต่อรองสูงที่จะซื้อยางจากประเทศไทย  และจะเป็นผู้กำหนดราคาเอง   แล้วจะส่งส่งผลกระทบต่อชาวสวนยางไทยอย่างเลี่ยงไม่พ้น  และราคาก็จะตกต่ำลง

นายบุญส่ง กล่าวอีกว่า  รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ร่วมกับเจ้าของสวนยาง สำหรับต้นน้ำ  ต้องยกระดับการผลิตให้ได้ กว่า 1,000 กก. / ไร่  /  ปี   ไม่ใช่ผลผลิตที่อยู่ที่ 260 กก. / ไร่ / ปี เพราะอนาคตเมื่อยางราคามาอยู่ที่ 60 บาท/กก.ก็สามารถอยู่ได้ กลางน้ำ จะต้องมีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายต่าง ๆ ที่จะผลิตจากยางอยู่แล้ว เช่น ทำถนน สนามกีฬา  แท๊งน้ำ  อ่างเก็บน้ำ  ฯลฯ    ปลายน้ำ  ต้องวางโครงสร้างเอื้อประโยชน์เพื่อเกษตรกร

“ประการสำคัญจะต้องตั้งภาคียางโลกให้ได้ ของกลุ่มผู้ผลิตยางรายใหญ่  เช่น  ไทย อินโดนีเซีย  มาเลเซีย   อินเดีย  เวียดนาม  ศรีลังกา ลาว กัมพูชา  พม่า  เพื่อเป็นผู้กำหนดนโยบาย”

แหล่งข่าวนักวิชาการยางยางระดับสูง เปิดเผยว่า สวนยางรายใหม่ที่ปลูกบริเวณรอบประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว  กัมพูชา  และเวียดนาม กว่า 1 ล้านไร่  และในปี 2557 สามารถจะกรีดได้ประมาณ 200,000 ไร่   เป็นอันดับแรก โดยสวนยางส่วนใหญ่ จะลงทุนจากผู้ประกอบการส่งออกยางพารา  และจากผู้ประกอบการแปรรูปจากยางจากประเทศไทย และมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน  ซึ่งต่างเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยาง และเป็นผู้สั่งยางรายใหญ่จากประเทศไทย ที่นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์  และจำหน่ายให้กับต่างประเทศ

แหล่งข่าว ยังกล่าวอีกว่า จากการลงทุนไปปลูกยางในประเทศลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม ของผู้สั่งยางรายใหญ่จากไทยจะมีผลกระทบต่อยางพาราไทยในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่พ้นโดยเฉพาะเจ้าของสวนยางพารารายขนาดเล็ก โดยภาพรวม ประมาณ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์ และหากบวกรวมกับความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก ถ้ามาประยุกต์กับวันนี้ จะถึง 40 เปอร์เซ็นต์

“ขณะนี้มีสวนยางที่อยู่ในระบบของไทยประมาณ 19.2 ล้านไร่  และยังมีนอกระบบที่ปลูกตามพื้นที่หวงห้ามอีกจำนวนมาก  และโดยเฉลี่ยเป็นเจ้าของสวนยางายละประมาณ 8.8  ไร่  / ราย    

แหล่งข่าว ยังกล่าวอีกว่า และอีกปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบ  เพราะประเทศพม่า  ลาว   กัมพูชา   เวียดนาม ต้นการผลิตต่ำกว่าของไทย  ทั้งแรงงานราคาต่ำ และที่ดินราคาถูก.

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน