posttoday
มูดี้ส์ห่วงหนี้ครัวเรือนฉุดฐานะแบงก์

มูดี้ส์ห่วงหนี้ครัวเรือนฉุดฐานะแบงก์

25 ตุลาคม 2556

แต่มีเงินสำรองสูงยังมีเสถียรภาพดีหนี้เสีย9เดือนเพิ่ม

แต่มีเงินสำรองสูงยังมีเสถียรภาพดีหนี้เสีย9เดือนเพิ่ม

“มูดี้ส์” ห่วงความเสี่ยงธนาคารไทย จากหนี้ภาคครัวเรือนพุ่งและราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงมาก

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ได้เผยแพร่รายงานในฉบับล่าสุดแสดงความกังวลถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ภาคธนาคารมีความเสี่ยง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสถาบันการเงินไทยทั้งระบบมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีการกันสำรองอย่างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ แนวโน้มระบบธนาคารของไทยยังคงมีเสถียรภาพอย่างเช่นที่เคยเป็นมานับตั้งแต่ปี 2553 แม้เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวลงปานกลาง แต่ธนาคารของไทยยังคงอยู่ในสถานะที่ดีในการรับมือกับความท้าทายด้านคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากมีระดับเงินทุนที่แข็งแกร่งและมีการกันสำรองเพิ่มขึ้น

มูดี้ส์คาดว่าสินเชื่อจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง หลังจากเติบโตแซงหน้าเงินฝากมานาน 4 ปี โดยอัตราขยายตัวของสินเชื่อชะลอลง จะช่วยจำกัดการทรุดตัวลงช่วงที่ผ่านมาของสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของภาคธนาคารและอาจหนุนให้ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวดีขึ้น

สำหรับผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา การขยายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 7.74% จากสิ้นปี 2555 โดยทั้งระบบมีเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ 6,187,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 444,303 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของธนาคารกรุงไทยสูงสุดที่ 150,642 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 9.78% ตามด้วยธนาคารไทยพาณิชย์ที่ขยายสินเชื่อได้ถึง 135,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.63% แต่เมื่อคิดเป็นอัตราการเติบโตแล้วจะพบว่าธนาคารขนาดเล็กมีอัตราการเติบโตในระดับสูง โดยธนาคารซีไอเอ็มบีไทยสินเชื่อโต 17.74% ส่วนธนาคารทิสโก้มีการเติบโตของสินเชื่อ 14.76%

ด้านเงินฝากปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.15% หรือเพิ่มขึ้น 446,128 ล้านบาท จากสิ้นปี 2555 มาอยู่ที่ 5,920,513 ล้านบาท แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (Loan to Deposit) ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยอยู่ที่ 104.5% จากสิ้นปี 2555 ที่มี 104.9% จะเห็นได้ว่าสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มตึงตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อย่างชัดเจน มีธนาคารพาณิชย์เพียง 2 แห่งเท่านั้นที่ยอดเอ็นพีแอลลดลง คือ ธนาคารกรุงไทยและธนาคารทหารไทย แม้ว่าสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในแง่ปริมาณเม็ดเงินได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 10,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.65%

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกรุงเทพมีปริมาณเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 4,286 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.13% ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.46% ตามมาด้วยธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 3,800 ล้านบาท และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลสูงถึง 17.85% สูงที่สุดในระบบธนาคารพาณิชย์

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร