
เครื่องเขียน"โนตา เบเน"จากข้อผิดพลาดสู่ความสำเร็จ
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
“ความผิดพลาด ถือเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้” แอฟวี ไดมอนด์ แม่บ้านลูกสามชาวเมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐ เล่าย้อนอดีตถึง “บทเรียน” อันล้ำค่าที่พลิกโฉม “งานอดิเรก” ของแม่บ้านว่างงานธรรมดาๆ คนหนึ่งที่หลงใหลในอุปกรณ์เครื่องเขียน ให้สามารถผงาดขึ้นเป็น “ร้านเครื่องเขียน” แบรนด์ “โนตา เบเน” ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วเมืองลุงแซมได้สำเร็จในที่สุด
ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของเส้นทางธุรกิจ “โนตา เบเน” เกิดขึ้นจากความหลงใหลในอุปกรณ์เครื่องเขียนและความรักในการสร้างสรรค์บัตรอวยพรหลากหลายรูปแบบแจกจ่ายให้กับคนรอบข้างตามเทศกาลต่างๆ ของ ไดมอนด์ ล้วนๆ และเมื่อได้รับเสียงตอบรับจากคนรอบข้างเป็นอย่างดี ไดมอนด์ จึงเกิดแรงฮึดอยากเปิดขายในทันที
และเมื่อเปิดขายผ่านบูธเล็กๆ ตามงานเทศกาลต่างๆ ได้สักพัก ก็เกิด “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ภายหลังจากมีร้านขายเครื่องเขียนชื่อดังแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์ก เข้ามาติดต่อสั่งซื้อการ์ดถึง 5,000 ชิ้น เพื่อนำไปวางขายภายในร้านเป็นเงินสูงถึง 1.25 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 3.87 แสนบาท)
ณ วินาทีนั้น ไดมอนด์ ตอบตกลงและเริ่มต้นลงมือผลิตการ์ดตามใบสั่งอย่างไม่รีรอ
แต่แล้วทุกอย่างก็พลิกผัน เมื่อทางร้านยกเลิกคำสั่งซื้อกลางคัน ทำให้สาวไดมอนด์ ซึ่งเร่งมือผลิตการ์ดอย่างเต็มที่มาตลอดหลายสัปดาห์ ต้องชวดทั้งเงินค่าจ้างและจมอยู่กับการ์ดที่ทำเสร็จแล้วหลายพันชิ้น
จากบทเรียนครั้งนั้นทำให้ ไดมอนด์ ตระหนักว่าเจ้าตัวจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้มีแบบแผนมากขึ้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ลูกค้าว่าธุรกิจของเธอไม่ใช่เป็นเพียงงานอดิเรกของแม่บ้านว่างงานที่ทำไปวันๆ เท่านั้น
“ฉันรู้ว่าถึงเวลาที่ฉันต้องเลือก ฉันสามารถขายการ์ดเหล่านั้นได้ด้วยวิธีเดิมๆ และเจอกับความไม่แน่นอนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือเปลี่ยนแปลงทำอะไรสักอย่าง”
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไดมอนด์ จึงตัดสินใจเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่เล็กๆ ภายในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน เพื่อเปิดร้านขายเครื่องเขียน ขายสินค้าอย่างเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น
และความพยายามสร้างธุรกิจให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น จะประสบความสำเร็จไปไม่ได้เลย หากไม่ได้ความช่วยเหลือจาก เอมี แบส เพื่อนซี้ต่างวัย ที่ตัดสินใจทิ้งตำแหน่งหน้าที่ที่เป็นถึงรองประธานบริษัทจัดการการเงินชื่อดัง มาทุ่มทั้งแรงกาย แรงใจ และเงินทุนถึง 2.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 7.75 แสนบาท) เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าตัวไม่ต้องการทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นอีกต่อไป และเมื่อโอกาสการเป็นนายของตัวเองอยู่ข้างหน้า เจ้าตัวจึงรีบคว้าไว้ทันที
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ไดมอนด์ มองว่าคงหนีไม่พ้นการเดินหน้าเสาะหา “จุดขาย” เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเพิ่มเติมความหลากหลายของสินค้าเพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง
เรียกได้ว่า กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านแบบทะลุปรอท พิสูจน์ได้จากภายหลังจากสองสาวธุรกิจหันมาจับธุรกิจงานแต่ง ด้วยการหันมาจำหน่ายการ์ดเชิญแต่งงานเพิ่มเข้ามา ก็ส่งผลให้ผลประกอบการในปีนี้น่าจะแตะเป้าที่ราว 5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 15.5 ล้านบาท) ได้ไม่ยาก
“เราไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นเพียงร้านขายเครื่องเขียนและบัตรเชิญเท่านั้น แต่เราเป็นร้านแบบ ‘ออลล์ อิน วัน’ คือมีทั้งเครื่องเขียน บัตรเชิญ ไปจนถึงของขวัญและของแต่งบ้านเก๋ๆ และเราก็กำลังขยายไปธุรกิจงานแต่งงานอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นผลประกอบการให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 25% ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้” ไดมอนด์ กล่าว
และถึงแม้ว่าทางร้านจะต้องต่อสู้กับคู่แข่งมากมาย โดยเฉพาะร้านขายเครื่องเขียนออนไลน์ แต่ ไดมอนด์ ก็เชื่อว่าการมีหน้าร้านซึ่งเปิดทางให้เจ้าตัวสามารถพบปะพูดคุยกับลูกค้าแบบเห็นหน้านั้น มีด้านดีกว่าเห็นๆ “ฉันรู้สึกดีมากๆ เมื่อได้พูดคุยกับลูกค้าที่รักในเครื่องเขียนเหมือนกัน มีครั้งหนึ่งลูกค้าเข้ามาสวมกอดฉันเพื่อขอบคุณสำหรับการ์ดสวยๆ ในงานแต่งงานของเธอ สำหรับฉันประสบการณ์ครั้งนั้นถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากการทำธุรกิจเลยก็ว่าได้” ไดมอนด์ กล่าวทิ้งท้าย







