
‘แทปไลน์’ลุยท่อส่งน้ำมัน
ทุ่มงบ150ล้านศึกษาความเป็นไปได้กำหนด2เส้นทางคาดเสร็จปลายปี’56
ทุ่มงบ150ล้านศึกษาความเป็นไปได้กำหนด2เส้นทางคาดเสร็จปลายปี’56
กรมธุรกิจพลังงาน แจง “แทปไลน์” ควัก 150 ล้านบาท ศึกษาท่อส่งน้ำมันเหนืออีสาน เสร็จปลายปี 2556
นายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงโครงการท่อส่งน้ำมันภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ว่า ขณะนี้บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย (แทปไลน์) ได้ใช้งบ 150 ล้านบาท ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยจะลงพื้นที่สำรวจอย่างละเอียดก่อนกำหนดเป็นแผนลงทุนที่ชัดเจนต่อไป
ทั้งนี้ ได้กำหนดไว้ 2 เส้นทางหลักคือ เส้นสระบุรีขอนแก่น และสระบุรีพิษณุโลก โดยเชื่อมต่อกับท่อน้ำมันที่ส่งมาจากภาคตะวันออกที่จุด จ.สระบุรี ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการสำรวจเส้นทางเพื่อวางท่อน้ำมัน ตลอดจนการสอบถามความเห็นของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง
สำหรับกรอบระยะเวลาของการศึกษา คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2556 ก่อนที่จะนำมาสรุปกำหนดแผนลงทุน และรูปแบบการลงทุน โดยเบื้องต้นทางแทปไลน์จะเป็นผู้หาเงินลงทุนและพันธมิตร ในขณะที่ภาครัฐจะให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ
“โครงการท่อส่งน้ำมันเหนืออีสาน ทางแทปไลน์จะเป็นผู้ลงทุนโดยไม่ใช้เงินของรัฐ ซึ่งได้รับแจ้งว่าได้เริ่มเดินหน้าศึกษาโครงการแล้ว คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เพราะต้องศึกษาเส้นทางการวางท่ออย่างละเอียด โดยเฉพาะไม่ให้มีผลกระทบต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อม เกรงจะมีปัญหาในภายหลัง” นายสมนึก กล่าว
สำหรับโครงการท่อส่งน้ำมันเป็นนโยบายของนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ที่ต้องการลดต้นทุนการขนส่งน้ำมัน เพื่อหวังที่จะให้ระดับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นมีราคาเดียวกับทั้งในต่างจังหวัดกับ กทม. ซึ่งจะทำให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมันในต่างจังหวัดใช้ราคาน้ำมันที่เป็นธรรมมากขึ้น
ปัจจุบันส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดอื่นๆ มีตั้งแต่ 27-55 สต.ต่อลิตร เช่น กรุงเทพฯลำปาง ราคาต่างกัน 55 สต.ต่อลิตร และกรุงเทพฯขอนแก่น 44 สต.ต่อลิตร
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ประโยชน์จากคลังน้ำมันแนวท่อเป็นจุดสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ สอดคล้องกับนโยบายในระยะยาวของกระทรวงพลังงานด้วย
ด้านเงินลงทุนนั้นก่อนหน้านี้เคยมีการศึกษาไว้ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.73 หมื่นล้านบาท แยกเป็นระบบท่อส่งน้ำมัน 1.37 หมื่นล้านบาท และคลังจ่ายน้ำมัน 3,607 ล้านบาท โดยจะช่วยประหยัดพลังงานในการขนส่ง 4.2 หมื่นล้านบาท ประหยัดค่าซ่อมรถบรรทุก 1.7 หมื่นล้านบาท และลดระยะทางการเดินทางของรถบรรทุก 170 ล้าน กม.ต่อปี
นายสมนึก กล่าวถึงการเพิ่มสำรองน้ำมันทางกฎหมายของภาคเอกชนจาก 5% เป็น 6% ว่า ได้ออกประกาศจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทน้ำมันได้ยืนยันถึงความพร้อมในการจัดหาสถานที่ในการเก็บสำรองน้ำมันที่เพิ่มขึ้นแล้ว ส่วนที่มีการอ้างว่าจะทำให้มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นนั้น ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะเป็นผู้ดูแลในเรื่องดังกล่าว







