
"โอภาส ศรีพยัคฆ์" แอล.พี.เอ็น.ขอแข่งกับตัวเอง
หลังจากเปิดขายบิ๊กโปรเจกต์ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิตคลอง 1” เจาะตลาดคอนโดมิเนียมระดับล่าง
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
หลังจากเปิดขายบิ๊กโปรเจกต์ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิตคลอง 1” เจาะตลาดคอนโดมิเนียมระดับล่าง ด้วยราคาขายเริ่มต้น 6.39 แสนบาท มูลค่าโครงการ 7,000 ล้านบาท ไปเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าว่าในวันเปิดตัวจะมียอดขายทะลุถึง 4,000 ยูนิต จากจำนวนทั้งหมด 1 หมื่นยูนิต
แต่เอาเข้าจริงสามารถทำยอดขายได้เพียง 2,000 ยูนิต ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 50% ซึ่ง โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ มองว่า แม้โครงการลุมพินี ทาวน์ชิป ที่เปิดขายไปในวันแรกจะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 50% ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหวัง เพราะยอดขายที่ทำได้ถึง 2,000 ยูนิตในวันแรกก็ถือว่าสูงมาก ขณะที่เป้าที่ตั้งไว้ 4,000 ยูนิตนั้น ถือเป็นตัวเลขที่ตั้งไว้เพื่อต้องการแข่งขันกับตัวเอง
“ทุกครั้งเราต้องการแข่งขันกับตัวเอง และรู้ว่าเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังว่ายอดขายไม่เข้าเป้า เพราะได้ตั้งเป้าไว้สูงเพื่อต้องการจะแข่งขันกับตนเอง หากทำได้ตามเป้าก็เป็นสิ่งที่ดี แต่หากไม่เป็นไปตามเป้าก็ต้องยอมรับ เนื่องจากสภาพตลาดในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างซบเซา แต่ก็ยังเติบโตได้” โอภาส กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงต้องทำการตลาดกับโครงการนี้ที่แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน โดยขณะนี้ได้มีการขยับราคาขายขึ้นมาแล้ว 5,000 บาทต่อยูนิต พร้อมๆ กับปรับแผนการเปิดเฟสใหม่ โดยเฟส 2 ต้องขยับไปเปิดตัวในปีหน้า ขณะที่จำนวนยูนิตที่เปิดในแต่ละเฟสจำนวนอาจจะไม่ใกล้เคียงกัน
โดยในวันที่ 24 พ.ย.ที่จะถึงบริษัทเตรียมเปิดขายโครงการเดอะ ลุมพินี 24 ในซอยสุขุมวิท 24 เป็นคอนโดสูง 42 ชั้น ขนาด 26 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 1.5 แสนบาทต่อ ตร.ม. จำนวน 350400 ยูนิต มูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ถือเป็นโครงการหรูที่จะเป็นตัววัดกำลังซื้อในตลาดระดับบนอีกเช่นกัน
สำหรับในปีหน้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ฯ ยังเชื่อมั่นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังคงเติบโตโดยได้รับอานิสงส์จากเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาทจากรัฐบาลเป็นตัวผลักดัน โดยบริษัทได้ตั้งเป้าเติบโตเอาไว้ที่ 15% พร้อมกับแผนเปิดตัว 15 โครงการใหม่ มูลค่าประมาณ 2.52.8 หมื่นล้านบาท
ในส่วนยอดขายรวมของปีหน้าตั้งเป้าไว้ 2.8 หมื่นล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่าปิดยอดขายที่ 2.32.4 หมื่นล้านบาท ส่วนยอดรับรู้รายได้อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท จากช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามียอดรับรู้รายได้แล้วกว่า 9,000 ล้านบาท และมั่นใจว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีจะมียอดรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการในแผนของปีหน้าส่วนใหญ่จะเปิดตัวในครึ่งปีแรก 10 โครงการ เนื่องจากมีที่ดินรองรับแล้ว 67 แปลง ที่ดินต่อแปลงมูลค่า 1,000-2,000 ล้านบาท โดยโครงการใหม่จะกระจายทำเลมากขึ้น เช่น หัวหิน ชะอำ และจอมเทียนเฟส 2
โครงการหัวหินจะตั้งอยู่บริเวณหัวหิน ซอย 7 ตั้งอยู่บนที่ดิน 4 ไร่ ไม่ติดทะเล ราคาขายต่อยูนิตไม่เกิน 2 ล้านบาท จำนวน 400-500 ยูนิต โครงการชะอำ 2 แปลง แปลงติดทะเลกับไม่ติดทะเลโดยมีถนนกั้นระหว่างสองโครงการ ในส่วนของที่ดินแปลงติดทะเลจะพัฒนาเป็นคอนโดสูง 4 ชั้น ใช้ชื่อแบรนด์ ลุมพินี พาร์ค บีช ขนาด 32 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นกว่า 2 ล้านบาท จำนวน 400 ยูนิต และโครงการลุมพินี ซีวิว ไม่ติดทะเล ขนาดเริ่มต้น 26 ตร.ม. ราคาขายกว่า 1 ล้านบาท สูงไม่ต่ำกว่า 20 ชั้น จำนวน 1,000 ยูนิต เป็นต้น
นอกจากนี้ จุดแข็งสำคัญของ แอล.พี.เอ็นฯ อยู่ที่ระบบการก่อสร้างสำเร็จรูปที่ทำได้อย่างรวดเร็ว และต้นทุนก่อสร้างไม่บานปลาย ซึ่งเข้ากับภาวะที่แรงงานขาดแคลนอย่างหนัก ผู้ประกอบการที่สามารถปรับรูปแบบการก่อสร้างที่หันมาพึ่งพิงระบบสำเร็จรูปมากขึ้น ย่อมได้เปรียบในการแข่งขันที่สามารถก่อสร้างและส่งมอบได้เร็วขึ้น







