
สพฐ.เร่งปั้นครูภาษารองรับทุนไหลเข้าภูมิภาค
ปัญหาการขาดแคลนครูภาษาของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ปัญหาการขาดแคลนครูภาษาของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาไทยวันนี้จึงต้องเร่งผลิตบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
อุษณีย์ วัฒนพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) บอกว่า เริ่มจากทุนนิยมต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้ ทำให้ในปี 2544 มีการออกหลักสูตรสอนภาษาต่างประเทศเท่าที่อยากสอน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเทศคู่ค้าหรือประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จึงมีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมนี และฝรั่งเศส ขึ้นมา
ทว่าภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากล มีคนใช้ทั่วโลกได้กำหนดให้เป็นวิชาบังคับที่ต้องมีการเรียนการสอนตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ว่าตอนนั้น ยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมบุคลากรครูไว้ จึงมีการดึงครูวิชาอื่นมาอบรมภาษาแล้วให้ไปช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ ขณะที่ครูภาษาอังกฤษเองที่จบมาตรงวุฒิตอนนั้นก็ไม่มีศักยภาพพอที่จะสอนเด็กให้สามารถสื่อสารได้
“ตอนนี้การเรียนการสอนลักษณะนั้นใช้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะเด็กรุ่นใหม่ต้องทำงานข้ามโลกได้ เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนมากขึ้น แต่การที่เด็กไทยอ่อนด้านภาษา จึงทำให้เป็นจุดอ่อนในการทำงาน มีผู้บริหารคนไทยอยู่ในบริษัทข้ามชาติน้อยมาก”
ดังนั้น สพฐ.จึงได้วางยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาครูภาษาขาดแคลนใน 3 ขา โดยขาที่ 1 คือ การอบรมครูภาษาเดิมที่มีอยู่ เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพครูภาษาที่เป็นครูไทยให้มากขึ้น ขาที่ 2 คือ การนำเข้าครูเจ้าของภาษาเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ บริติช เคานซิล ที่ส่งครูอาสาภาษาอังกฤษให้ปีละ 150 คนเท่านั้น
ส่วนขาที่ 3 คือ การสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ขึ้นมา โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการทุนศึกษาด้านการสอนภาษาต่างประเทศที่สองเพื่อผลิตครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลน พร้อมทั้งอนุมัติอัตราข้าราชการครูเพื่อบรรจุผู้รับทุนจำนวน 600 อัตรา ในช่วงปี 2556-2561 หรือเฉลี่ยปีละ 150 คน ซึ่งรุ่นแรกจะเข้าระบบทันการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 พอดี
อย่างไรก็ดี ในปีงบประมาณ 2557 สพฐ.เตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับ 5 ประเทศเจ้าของภาษาอย่างอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา เพื่อนำร่องส่งครูอาสาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยประเทศละ 100 คน ซึ่งอาจจะเป็นบุคลากรครูที่เกษียณแล้วหรือนักศึกษาสายครูที่จบใหม่จากประเทศนั้นๆ ก็ได้
สำหรับภาษาจีน ปัจจุบันมีจำนวนผู้สนใจเรียนมากขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 10% หรือเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.19 แสนคน จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2 แสนกว่าคน และมีครูภาษาจีนที่ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติ (ฮั่นปั้น) ที่ปีนี้ส่งครูภาษาจีนให้ สพฐ.มากถึง 717 คน จากจำนวน ทั้งหมดที่ส่งมาช่วยสอนในไทย 1,700 คน
เช่นเดียวกัน ครูภาษาญี่ปุ่นที่ขาดแคลนมาก เมื่อเทียบกับความต้องการของบริษัทญี่ปุ่นที่ขยายการลงทุนเข้ามาในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในไทยที่มีนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนเป็นอันดับต้นๆ ปัจจุบันมีโรงเรียนที่เปิดสอนภาษาญี่ปุ่น 230 แห่ง มีนักเรียนที่เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นประมาณ 5 หมื่นกว่าคน แต่มีครูภาษาญี่ปุ่นเพียง 200 คนเท่านั้น เรื่องนี้จึงให้ทางญี่ปุ่นตื่นตัวที่จะเสนอตัวในการให้ความร่วมมือพัฒนาบุคลากรภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น
ยุทธศาสตร์ที่เดินไปพร้อมกัน 3 ขานั้น ไม่เพียงแต่จะใช้ในการพัฒนาบุคลากรภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังจะใช้เป็นโมเดลในการพัฒนาบุคลากรด้านภาษาในภาษาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ภาษาอาเซียนอย่างพม่า มลายู กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อรองรับตลาดแรงงานอาเซียนที่กว้างขึ้น







