
ดวงตราวีซ่า
หายปัญหาดวงตราวีซ่าไทยหาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการโจรกรรมจากสถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จำนวน 300 ตรา ซึ่งต่อมาพบว่ามีการตรวจลงตราให้แก่บุคคลสัญชาติที่ต้องเฝ้าระวัง คือ อิหร่าน ปากีสถาน ไนจีเรีย หรือสูญหายระหว่างขนส่งไปยังสถานทูตไทยกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถึง 2,000 ตรา รวมถึงข่าวสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจับกุมชาวกานาและบุรุนดี ที่ลักลอบใช้แผ่นดวงตราวีซ่าของสถานกงสุลใหญ่ไทย เมืองสะหวันนะเขต เดินทางเข้าไทย ซึ่งเป็นแผ่นดวงตราวีซ่าที่สูญหายไปจำนวน 500 ตรา เมื่อปี 2551 เป็นข่าวใหญ่ที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทวงการต่างประเทศไทยเป็นอย่างมาก
หายปัญหาดวงตราวีซ่าไทยหาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการโจรกรรมจากสถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จำนวน 300 ตรา ซึ่งต่อมาพบว่ามีการตรวจลงตราให้แก่บุคคลสัญชาติที่ต้องเฝ้าระวัง คือ อิหร่าน ปากีสถาน ไนจีเรีย หรือสูญหายระหว่างขนส่งไปยังสถานทูตไทยกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถึง 2,000 ตรา รวมถึงข่าวสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจับกุมชาวกานาและบุรุนดี ที่ลักลอบใช้แผ่นดวงตราวีซ่าของสถานกงสุลใหญ่ไทย เมืองสะหวันนะเขต เดินทางเข้าไทย ซึ่งเป็นแผ่นดวงตราวีซ่าที่สูญหายไปจำนวน 500 ตรา เมื่อปี 2551 เป็นข่าวใหญ่ที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทวงการต่างประเทศไทยเป็นอย่างมาก
ทางกระทรวงการต่างประเทศได้วิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าเกิดจากแนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนทั่วโลก ที่หลั่งไหลเข้ามาประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทำให้รัฐบาลไทยมีนโยบายเปิดประเทศเพื่อรับการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค บนพื้นฐานที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน ทำให้แต่ละปีจะมีทั้งนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และแรงงานต่างชาตินับสิบล้านคนเดินทางเข้าออกประเทศไทย หรือใช้ประเทศไทยเป็นจุดเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นๆ สร้างเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศ ทำให้กลุ่มคนจากบางประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่จัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หวังจะเข้ามายังประเทศไทย
ขณะที่ประชากรบางประเทศต้องขอวีซ่าเข้าประเทศไทย มีทั้งนักลงทุน นักธุรกิจ ครูสอนภาษา นักร้อง ที่ต้องการเดินทางมาประเทศไทยอย่างเร่งด่วน ทำให้ต้องใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้วีซ่าจากสถานทูตไทย ไม่ว่าวิธีการนั้นจะถูกต้องหรือไม่ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งของการลักลอบนำดวงตราวีซ่าไทยไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
ปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศได้หาทางป้องกันการปลอมแปลง โดยจะเปลี่ยนรูปแบบดวงตราวีซ่าให้มีใบหน้าผู้ขอติดอยู่ มีการนำระบบการตรวจลงตราแบบสากลมาใช้ ในรูปแบบของ “อีวีซ่า” เมื่อใช้ระบบนี้ จะไม่มีการใช้แผ่นดวงตราแปะลงอีก ข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ในฐานข้อมูลออนไลน์ ตั้งเป้าไว้จะเริ่มใช้วันที่ 1 ต.ค. 2557
การที่ดวงตราวีซ่าโดนโจรกรรมในหลายประเทศนับว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะอาจเป็นช่องทางให้อาชญากร หรือผู้ก่อการร้ายแฝงตัวเข้ามาสร้างเครือข่ายทำลายความมั่นคงของประเทศ มีการทำทั้งธุรกิจบนดิน ธุรกิจใต้ดินไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด การฟอกเงิน การค้าประเวณี การค้ามนุษย์ การฉ้อโกง การเรียกค่าไถ่ชาวต่างชาติด้วยกัน ถ้ายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้อีก ย่อมกระทบต่อการท่องเที่ยว ความมั่งคงของชาติ และมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่หนีคดีจากประเทศตนมากบดานที่ประเทศไทย
การเพิ่มความเข้มงวดเกี่ยวกับมาตรการการตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรเพิกเฉย เพราะการตรวจลงตราวีซ่าที่หายไปซึ่งพบส่วนมากมักจะเป็นสัญชาติที่ต้องเฝ้าระวัง
เรื่องนี้ดูเหมือนว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศรู้เห็นเป็นใจ หากพบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ควรลงโทษแบบตัดรากถอนโคนโดยใช้กระบวนการทั้งทางวินัยและกฎหมายลงโทษให้เข็ดหลาบ
หากกระทรวงการต่างประเทศนำระบบการตรวจลงตราแบบสากล “อีวีซ่า” มาใช้แล้วประสบผลสำเร็จ น่าจะเป็นการป้องกันการแฝงตัวของอาชญากรข้ามชาติได้ระดับหนึ่ง







