
ทันสถานการณ์
ขยายเวลาทดลองดิจิตอล
ขยายเวลาทดลองดิจิตอล
บอร์ดกสท. ต่อเวลา อสมท.ช่อง 11 ทดลองทีวีดิจิตอล เตรียมเคาะขายเซ็ท ท็อป บอกซ์ 28 ต.ค. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดวันที่ 21 ต.ค. มีมติขยายการทดลองออกอากาศคู่ขนานทีวีดิจิตอลของช่อง 11 ใน จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และ อสมท ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ขอนแก่น ลำปาง โคราช สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ออกไปอีก 6 เดือน หลังจากได้รับสิทธิทดลองออกอากาศมาแล้ว 6 เดือน แต่ยังติดขัดในด้านอุปกรณ์และเทคนิคการส่งสัญญาณภาพตลอดจนการเชื่อมสัญญาณดิจิตอลระหว่าง กทม. และต่างจังหวัด จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่กำหนด
นอกจากนี้ จะสรุปเพื่ออนุมัติบริษัทที่จะมีสิทธิผลิตจำหน่ายและนำเข้ากล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (เซตท็อปบอกซ์) ในวันที่ 28 ต.ค. โดยขณะนี้มี 6–8 บริษัทที่เสนอกล่องรับสัญญาณ 10 รุ่น
พ.อ.นที กล่าวว่า ได้ทำหนังสือตอบกลับ บริษัท จันทร์ 25 และผู้ประกอบการรายอื่นๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติและเงื่อนไขในการขอรับเงินค่าประกันจำนวน 10% คืน หากบริษัทไม่ผ่านคุณสมบัติหรือยื่นซองแต่ไม่เข้าประมูลในภายหลัง โดยยืนยันว่าจะได้รับเงินประกันคืนทั้งสอง กรณี ส่วนกรณีที่กองทัพบกจะยุติสัมปทานกับช่อง 7 หลังได้รับใบอนุญาตโครงข่ายเพิ่มเป็นใบที่ 2 นั้น จะไม่มีผลต่อใบอนุญาตหากกองทัพบกเจรจากับช่อง 7 ไม่สำเร็จเพราะเป็นเรื่องที่ช่อง 7 จะไม่ยอมยุติสัญญา ซึ่งไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอล
พ.อ.นที กล่าวว่า บอร์ดยังรับทราบและมีหนังสือตอบกลับ บริษัท จันทร์ 25 และผู้ประกอบการรายอื่นๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติและเงื่อนไขในการขอรับเงินค่าประกัน จำนวน 10% คืน หากบริษัทไม่ผ่านคุณสมบัติ หรือ ยื่นซองแต่ไม่เข้าประมูลในภายหลัง โดยกสท. ยืนยันว่า จะได้รับเงินประกันคืนทั้ง 2 กรณี ขณะที่ประเด็นที่กองทัพบกจะยุติสัมปทานกับ ช่อง 7 หลังได้รับใบอนุญาตโครงข่ายเพิ่มเป็นใบที่ 2 นั้น จะไม่มีผลต่อใบอนุญาตหากกองทัพบกเจรจากับช่อง 7 ไม่สำเร็จ เพราะเป็นเรื่องที่ช่อง 7 จะไม่ยอมยุติสัญญา ซึ่งไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอล ทั้งนี้ บอร์ดยังอนุมัติใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงเพิ่มเติมอีก 44 ราย แบ่งเป็นบริการธุรกิจ 37 รายสาธารณะ 1 ราย และบริการชุมชน 6 ราย รวมที่ออกใบอนุญาตไปแล้ว 2,968 ราย
ขสมก.โต้ ปปช.
นายนเรศ บุญเปี่ยม รองผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้สรุปความเห็นเรื่องการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี ว่า จะต้องปรับราคากลางให้ชัดเจน มากขึ้นนั้น ทางคณะกรรมการร่างทีโออาร์ได้เคยสอบถามเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เพื่อขอคำปรึกษาแล้ว และได้คำตอบว่าการจัดทำราคากลางจะต้องทำเป็นราคาการจัดซื้อตัวรถทั้งคัน ซึ่งขณะนี้ทาง ขสมก.ได้ทำหนังสือสอบราคาไปยังบริษัทต่างๆ
การประกวดราคาแบบอีออกชั่นไม่ได้ระบุให้ต้องถามหน่วยงานอื่น เพราะ ขสมก.จัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีมาใช้ในองค์กร แต่นโยบายของกระทรวงต้องการให้ตรวจสอบจากหน่วยงานกลางและเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่ง ขสมก.ได้เปิดรับฟังความเห็นทางเว็บไซต์แล้วเพื่อรับข้อมูลมาปรับเปลี่ยนให้สอดคล้อง และทำให้การจัดซื้อโปร่งใส ตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่กรรมการร่างทีโออาร์ได้ไปพบเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.เป็นเพียงขอคำปรึกษา แต่ตามระเบียบการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีไม่ได้กำหนดให้ขสมก.ต้องสอบถามใคร” นายนเรศ กล่าว
นายนเรศ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่างทีโออาร์การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีไปแล้ว 5 ครั้ง คาดว่าจะสรุปข้อมูลทั้งหมดได้เร็วๆ นี้ จากนั้น จะเสนอให้นายโอภาส เพชรมุณี ผู้อำนวยการ ขสมก.เห็นชอบ และแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดราคาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี เพื่อประกาศปรกวดราคาให้เอกชนเข้ามาซื้อซองประกวดราคาต่อไป โดยซองประกวดราคาเบื้องต้นจะมี 3 ซอง คือ คุณสมบัติ เทคนิคและราคา หากเอกชนที่ยื่นซองผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและเทคนิคผ่าน จึงจะมาแข่งขันเรื่องราคา โดยเอกชนรายใดที่เสนอรคาคาต่ำที่สุด จะได้รับงานไปนายนเรศ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ป.ป.ช.ได้เสนอว่าควรจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี ขนาด 10เมตรดีกว่า 12 เมตรนั้น ทางขสมก.ได้ชี้แจงไปแล้วว่า การจัดซื้อเป็นไปตามมติครม.ที่อนุมัติให้ขสมก.จัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีขนาด 12 เมตร วงเงิน 13,162.2 ล้านบาท หากไปกำหนดขนาดการจัดซื้อรถผิดไปจะขัดกับมติครม. ขณะเดียวกันได้เคยชี้แจงประเด็นการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีเป็นล๊อตๆ ตามเขตการเดินรถทั้ง 8 เขตไปแล้วว่า การจัดซื้อพร้อมกันสามารถทำได้ ซึ่งทางคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กอิเล็กทรอนิกส์ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ขสมก.สามารถจัดซื้อและเคาะราคาพร้อมกันได้ ทั้งนี้ เนื่องจากเกรงว่า หากทำตามข้อเสนอของป.ป.ช.จะก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคระหว่างเอกชนรายแรกๆ ที่มาเสนอราคา ส่งผลให้เอกชนรายหลังๆ ที่มาเสนอราคาทราบข้อมูลและราคาของเอกชนรายแรกๆ ที่เสนอหากจะต้องจัดซื้อเป็นล๊อตๆ ตามเขตการเดินรถทั้ง 8 เขต
ไจกาหนุนสร้าง 2 ประตูระบายน้ำ
เปิดโครงการก่อสร้างปตร.คลองกระมังทุนไจก้า
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองกระมังและคลองหันตราอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย รมว.คมนาคม และผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น JICA ประจำประเทศไทย ว่า โครงการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าแก่รัฐบาลไทยผ่านไจกาเพื่อก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง ใน จ.พระนครศรีอยุธยา คือ ประตูระบายน้ำคลองกระมังและคลองหันตรา ซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายน้ำของประตูระบายน้ำข้าวเม่า ในวงเงิน 2,550 ล้านเยน หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อทำการปกป้องพื้นที่ที่สำคัญทางด้านซ้ายของแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้โครงการป้องกันอุทกภัยในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จ.พระนครศรีอยุธยา สำหรับเงื่อนไขในข้อตกลงความช่วยเหลือแบบให้เปล่านั้น กรมชลประทานจะต้องไปร่วมในการจัดหาบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างและบริษัท ผู้จำหน่ายเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอธิบดีกรมชลประทานได้เดินทางไปลงนามในสัญญาว่าจ้างบริษัทผู้รับจ้าง คือ บริษัท Maeda Corporation ราคางานก่อสร้าง 1,434 ล้านเยน หรือประมาณ 454 ล้านบาท และบริษัทผู้จำหน่ายเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ คือ บริษัท Kubota Corporation ในวงเงิน 193 ล้านเยน หรือประมาณ 61 ล้านบาท ณ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 59 มิ.ย. 2556 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กรมชลประทานได้สั่งให้บริษัทผู้รับจ้างเข้าดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำทั้งสองแห่งตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2556







