posttoday
ขยายพรบ.มั่นคงสัญญาณรุนแรงรอบใหม่

ขยายพรบ.มั่นคงสัญญาณรุนแรงรอบใหม่

21 ตุลาคม 2556

เป็นไปตามความคาดหมายที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดเล็ก ที่มีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

เป็นไปตามความคาดหมายที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดเล็ก ที่มีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานร่วมกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง มีมติให้ต่ออายุการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่เขตดุสิต พระนคร และป้อมปราบศัตรูพ่าย ออกไปถึงวันที่ 30 พ.ย.

เหตุผลสำคัญอยู่ที่การชุมนุมทางการเมืองที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนไม่อาจนิ่งนอนใจ รวมทั้งยังมีประเด็นล่อแหลมอย่างเรื่องคำตัดสินของโลกในคดีปราสาทพระวิหาร ต่อเนื่องมาจนถึงกฎหมายร้อนในรัฐสภาที่ยังค้างคารอการผลักดันไปจนสุดซอยต่อไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้อง “ตัดไฟแต่ต้นลม” ด้วยการคงการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพื่อดักทางไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล หรือรัฐสภา

ยิ่งกว่านั้นการต่อ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ รอบนี้ ถือเป็นสัญญาณลุยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาปลายเดือนหน้า ที่ว่ากันว่าเป็นโค้งอันตรายสำหรับรัฐบาล

แม้ปัจจุบันกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่าเป็นกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งปักหลักชุมนุมอยู่ที่แยกอุรุพงษ์ และกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ซึ่งปักหลักอยู่ที่สวนลุมพินียังยืนยันปักหลักในฐานที่มั่นไม่มีกำหนดการจะไปปิดล้อมสถานที่สำคัญ

แต่รัฐบาลไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เมื่อรู้ดีว่าการชุมนุมเวลานี้เป็นเพียงแค่การ “อุ่นเครื่อง” พร้อมกับปลุกกระแสรอสัญญาณ “นกหวีด” ออกมาเคลื่อนไหวในจังหวะสุกงอมเพียงพอ

กางปฏิทินการเมืองนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกก้าวย่างของรัฐบาล ล้วนแต่ต้องเผชิญกับขวากหนามนานัปการที่หากพลาดพลั้งสะดุดย่อมส่งผลถึงอนาคตของรัฐบาล

จุดอันตรายจุดแรกอยู่ที่คดีปราสาทพระวิหาร ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ได้กำหนดอ่านคำตัดสินคดีที่ประเทศกัมพูชายื่นขอตีความคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2505 ในวันที่ 11 พ.ย.นี้

ประเด็นสุ่มเสี่ยงอยู่ที่ จากคำวินิจฉัย 45 แนวทางที่ประเมินกันไว้นั้น หากคำตัดสินของศาลโลกออกมาในแนวทางที่เป็นกลาง หรือเป็นประโยชน์กับทางฝ่ายไทยก็จะไม่เป็นปัญหา แต่หากคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับทางฝ่ายกัมพูชา นั่นย่อมต้องทำให้เกิดการลุกฮือของมวลชนได้ไม่ยาก

เพราะอย่าลืมว่าเรื่องทั้งเรื่อง พื้นที่ ทั้งเรื่อง ชาตินิยม ถือเป็นเรื่อง “เปราะบาง” และย่อมจะเป็น “ชนวน” ที่ทรงพลังที่ปลุกมวลชนให้ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลได้ไม่ยาก

จุดอันตรายถัดมาอยู่ที่บรรดากฎหมายร้อนทั้งหลายที่อยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสภา จนการขยายเวลาประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ต้องทอดยาวคลุมไปถึงช่วงปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปปลายเดือน พ.ย.นี้

เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ที่ล่าสุด กมธ.วิสามัญ ที่มี “สามารถ แก้วมีชัย” สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยเป็นประธาน ได้แก้ไขถ้อยคำถามตามข้อเสนอของ “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” รองประธาน กมธ.ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย

โดยจะทำให้เกิดการตีความขอบเขตของการ “นิรโทษกรรม” ครอบคลุมไปถึงบรรดาคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ไต่สวน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

หากเสียงข้างมากดันกฎหมายนี้ไปจนสุดซอยผ่านวาระ 23 ตามลำดับไปจนถึงชั้นวุฒิสภาได้สำเร็จ นอกจากจะเป็นการเคลียร์ทางกลับบ้านแล้ว ยังจะเปิดช่องให้สามารถทวงเงินที่ศาลเคยมีคำสั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยรวมแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท ได้ด้วย

แน่นอนว่าประเด็นนี้กำลังปลุกกระแสต่อต้านออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นจากท่าทีของแต่ละฝ่ายเวลานี้ที่เริ่มประกาศตัวออกมาวอร์มรออยู่ข้างสนามเตรียมรอวันเผด็จศึก

ถัดมาที่ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งมาตรา 190 ที่เสียงข้างมากหักดิบ เปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบางช่วงบางตอนที่คณะกรรมาธิการแก้ไขในวาระ 2 ซึ่งส่งผลกระทบให้ช่องทางที่รัฐสภาจะเข้าไปตรวจสอบหนังสือสัญญา การไปเจรจาความตกลงใดๆ ของรัฐบาลหายไปอย่างมีนัยสำคัญ จนภาคประชาชนบางกลุ่มอย่างเอฟทีเอวอทช์เริ่มออกมาส่งเสียงเตือน และจะเป็นแรงเสียดทานของรัฐบาลต่อไป หากยังดึงดันเดินหน้าลงมติวาระ 3 ในวันที่ 2 พ.ย.

จากนั้นจะเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 237 ที่ “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภาประเมินเบื้องต้นว่าน่าจะพิจารณาได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของเดือน พ.ย. ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องมีแรงเสียดทานเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

เมื่อการแก้ไขมาตรา 68 ถูกวิจารณ์ว่าจะปิดทางไม่ให้ประชาชนทั่วไปไม่อาจยื่นเรื่องตรงให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากพบเห็นการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครอง หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น

ถัดมาที่อีกจุดอันตราย คือ บรรดาคดีที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญที่ประเมินว่าน่าจะมีคำวินิจฉัยในช่วงเดือน พ.ย.นี้ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ สว.ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้แล้ว ทั้งในประเด็นเรื่องเนื้อหาที่ขัดมาตรา 68 เกี่ยวเนื่องมาถึงกระบวนการพิจารณาที่มีหลักฐานเป็นคลิปลงคะแนนแทนกัน ที่จะยิ่งทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา

รวมไปถึงประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ว่าจะเป็นคดีจากโครงการรับจำนำข้าว หรือเงินกู้ในโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ย่อมถูกนำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล

ยิ่งหากจับสัญญาณจาก พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมาเปิดเผยว่า มีกลุ่มเดิมๆ ที่คอยออกมาคัดค้านรัฐบาลอยู่ 56 กลุ่ม ซึ่งทำให้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ทิศทางการเมืองจากนี้ไปจนถึงปลายเดือน พ.ย.นี้ จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน