
ขยายพรบ.มั่นคงสัญญาณรุนแรงรอบใหม่
เป็นไปตามความคาดหมายที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดเล็ก ที่มีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
เป็นไปตามความคาดหมายที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดเล็ก ที่มีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานร่วมกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง มีมติให้ต่ออายุการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่เขตดุสิต พระนคร และป้อมปราบศัตรูพ่าย ออกไปถึงวันที่ 30 พ.ย.
เหตุผลสำคัญอยู่ที่การชุมนุมทางการเมืองที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนไม่อาจนิ่งนอนใจ รวมทั้งยังมีประเด็นล่อแหลมอย่างเรื่องคำตัดสินของโลกในคดีปราสาทพระวิหาร ต่อเนื่องมาจนถึงกฎหมายร้อนในรัฐสภาที่ยังค้างคารอการผลักดันไปจนสุดซอยต่อไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้อง “ตัดไฟแต่ต้นลม” ด้วยการคงการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพื่อดักทางไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล หรือรัฐสภา
ยิ่งกว่านั้นการต่อ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ รอบนี้ ถือเป็นสัญญาณลุยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาปลายเดือนหน้า ที่ว่ากันว่าเป็นโค้งอันตรายสำหรับรัฐบาล
แม้ปัจจุบันกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่าเป็นกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งปักหลักชุมนุมอยู่ที่แยกอุรุพงษ์ และกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ซึ่งปักหลักอยู่ที่สวนลุมพินียังยืนยันปักหลักในฐานที่มั่นไม่มีกำหนดการจะไปปิดล้อมสถานที่สำคัญ
แต่รัฐบาลไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เมื่อรู้ดีว่าการชุมนุมเวลานี้เป็นเพียงแค่การ “อุ่นเครื่อง” พร้อมกับปลุกกระแสรอสัญญาณ “นกหวีด” ออกมาเคลื่อนไหวในจังหวะสุกงอมเพียงพอ
กางปฏิทินการเมืองนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกก้าวย่างของรัฐบาล ล้วนแต่ต้องเผชิญกับขวากหนามนานัปการที่หากพลาดพลั้งสะดุดย่อมส่งผลถึงอนาคตของรัฐบาล
จุดอันตรายจุดแรกอยู่ที่คดีปราสาทพระวิหาร ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ได้กำหนดอ่านคำตัดสินคดีที่ประเทศกัมพูชายื่นขอตีความคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2505 ในวันที่ 11 พ.ย.นี้
ประเด็นสุ่มเสี่ยงอยู่ที่ จากคำวินิจฉัย 45 แนวทางที่ประเมินกันไว้นั้น หากคำตัดสินของศาลโลกออกมาในแนวทางที่เป็นกลาง หรือเป็นประโยชน์กับทางฝ่ายไทยก็จะไม่เป็นปัญหา แต่หากคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับทางฝ่ายกัมพูชา นั่นย่อมต้องทำให้เกิดการลุกฮือของมวลชนได้ไม่ยาก
เพราะอย่าลืมว่าเรื่องทั้งเรื่อง พื้นที่ ทั้งเรื่อง ชาตินิยม ถือเป็นเรื่อง “เปราะบาง” และย่อมจะเป็น “ชนวน” ที่ทรงพลังที่ปลุกมวลชนให้ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลได้ไม่ยาก
จุดอันตรายถัดมาอยู่ที่บรรดากฎหมายร้อนทั้งหลายที่อยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสภา จนการขยายเวลาประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ต้องทอดยาวคลุมไปถึงช่วงปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปปลายเดือน พ.ย.นี้
เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ที่ล่าสุด กมธ.วิสามัญ ที่มี “สามารถ แก้วมีชัย” สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยเป็นประธาน ได้แก้ไขถ้อยคำถามตามข้อเสนอของ “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” รองประธาน กมธ.ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย
โดยจะทำให้เกิดการตีความขอบเขตของการ “นิรโทษกรรม” ครอบคลุมไปถึงบรรดาคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ไต่สวน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
หากเสียงข้างมากดันกฎหมายนี้ไปจนสุดซอยผ่านวาระ 23 ตามลำดับไปจนถึงชั้นวุฒิสภาได้สำเร็จ นอกจากจะเป็นการเคลียร์ทางกลับบ้านแล้ว ยังจะเปิดช่องให้สามารถทวงเงินที่ศาลเคยมีคำสั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยรวมแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท ได้ด้วย
แน่นอนว่าประเด็นนี้กำลังปลุกกระแสต่อต้านออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นจากท่าทีของแต่ละฝ่ายเวลานี้ที่เริ่มประกาศตัวออกมาวอร์มรออยู่ข้างสนามเตรียมรอวันเผด็จศึก
ถัดมาที่ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งมาตรา 190 ที่เสียงข้างมากหักดิบ เปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบางช่วงบางตอนที่คณะกรรมาธิการแก้ไขในวาระ 2 ซึ่งส่งผลกระทบให้ช่องทางที่รัฐสภาจะเข้าไปตรวจสอบหนังสือสัญญา การไปเจรจาความตกลงใดๆ ของรัฐบาลหายไปอย่างมีนัยสำคัญ จนภาคประชาชนบางกลุ่มอย่างเอฟทีเอวอทช์เริ่มออกมาส่งเสียงเตือน และจะเป็นแรงเสียดทานของรัฐบาลต่อไป หากยังดึงดันเดินหน้าลงมติวาระ 3 ในวันที่ 2 พ.ย.
จากนั้นจะเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 237 ที่ “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภาประเมินเบื้องต้นว่าน่าจะพิจารณาได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของเดือน พ.ย. ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องมีแรงเสียดทานเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อการแก้ไขมาตรา 68 ถูกวิจารณ์ว่าจะปิดทางไม่ให้ประชาชนทั่วไปไม่อาจยื่นเรื่องตรงให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากพบเห็นการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครอง หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น
ถัดมาที่อีกจุดอันตราย คือ บรรดาคดีที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญที่ประเมินว่าน่าจะมีคำวินิจฉัยในช่วงเดือน พ.ย.นี้ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ สว.ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้แล้ว ทั้งในประเด็นเรื่องเนื้อหาที่ขัดมาตรา 68 เกี่ยวเนื่องมาถึงกระบวนการพิจารณาที่มีหลักฐานเป็นคลิปลงคะแนนแทนกัน ที่จะยิ่งทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา
รวมไปถึงประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ว่าจะเป็นคดีจากโครงการรับจำนำข้าว หรือเงินกู้ในโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ย่อมถูกนำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล
ยิ่งหากจับสัญญาณจาก พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมาเปิดเผยว่า มีกลุ่มเดิมๆ ที่คอยออกมาคัดค้านรัฐบาลอยู่ 56 กลุ่ม ซึ่งทำให้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ทิศทางการเมืองจากนี้ไปจนถึงปลายเดือน พ.ย.นี้ จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด







