
มึนสภาพคล่องตึงตัว
แบงก์ประเมินปีหน้าเอกชนมีต้นทุนการกู้เพิ่มรัฐบาลแย่งเงินในตลาดจากผู้ประกอบการ
แบงก์ประเมินปีหน้าเอกชนมีต้นทุนการกู้เพิ่มรัฐบาลแย่งเงินในตลาดจากผู้ประกอบการ
แบงก์ห่วงรัฐเร่งลงทุนช่วงเศรษฐกิจฟื้น ฉุดสภาพคล่องในระบบตึงตัวหนัก ในอีก 12 ปีข้างหน้า
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมีความกังวลว่าในช่วง12 ปีถัดจากนี้ไป ภาคการธนาคารและผู้ประกอบการธุรกิจของไทยอาจจะต้องเผชิญกับภาวะสภาพคล่องในระบบที่ตึงตัวอย่างรุนแรง จากความต้องการใช้เงินในแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และความต้องการเม็ดเงินในการขยายธุรกิจของภาคเอกชนที่จะเร่งตัวขึ้นหลังจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว
“สภาพคล่องในระบบตอนนี้เหลืออยู่ไม่มากนัก แม้การลงทุนของภาครัฐจะทยอยทำในช่วง 7 ปี แต่จะมีช่วงกลางๆ แผนความต้องการใช้เงินจะไต่ขึ้นไปสูงสุด ซึ่งถ้าหากเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นพอดี เอกชนก็จะมีความต้องการสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มขึ้น สภาพคล่องก็จะตึงแน่ สิ่งที่ตามมาคงหนีไม่พ้นในเรื่องสงครามเงินฝาก การขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในระบบสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน” นายปิติ กล่าว
นายปิติ กล่าวอีกว่า แม้ว่าขณะนี้ไทยจะมีเม็ดเงินที่ออกไปลงทุนอยู่ในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) อยู่ราว 56 แสนล้านบาท ที่สามารถชักชวนให้กลับเข้ามาลงทุนในประเทศได้เมื่อทิศทางดอกเบี้ยในประเทศปรับตัวสูงขึ้น แต่เม็ดเงินดังกล่าวก็อาจมีจำนวนไม่มากพอกับความต้องการ
ดังนั้น โจทย์สำคัญในเวลานี้คือการกำหนดสัดส่วนที่สมดุลระหว่างการกู้ยืมจากแหล่งเงินทุนในประเทศและเงินกู้ยืมนอกประเทศของภาครัฐ
“เรามองเห็นแนวโน้มนี้มาระยะหนึ่งแล้ว จึงพยายามปรับตัวเองให้เป็นธนาคารเพื่อการทำธุรกรรมที่มีผลิตภัณฑ์ซึ่งให้อะไรกับลูกค้ามากกว่าดอกเบี้ย เช่น การช่วยลูกค้าธุรกิจประหยัดค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมต่างๆ ขณะเดียวกันก็มีการปรับฐานเงินฝาก จากเดิมที่เคยกระจุกอยู่กับลูกค้ารายใหญ่ให้กระจายตัวออกไปแทบทุกกลุ่ม ทำให้เชื่อว่าเมื่อสภาพคล่องเข้าสู่ภาวะตึงตัว เราจะยืนระยะได้ดีกว่าคู่แข่ง” นายปิติ กล่าว
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารเชื่อว่าสถาบันการเงินไทยจะเริ่มเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องในระบบที่ตึงตัวตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป จากการที่ภาครัฐและเอกชนจะมีการเร่งลงทุนพร้อมกัน ท่ามกลางกระแสการถอนมาตรการอัดฉีดเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นในปีหน้า โดยสภาพคล่องในระบบทยอยลดลงเพื่อปรับสมดุลจากการที่สหรัฐอัดฉีดสภาพคล่องส่วนเกินเข้ามาเป็นเวลานาน
“เราประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะเริ่มปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจาก 2.5% ในช่วงกลางปีหน้า ส่วนดอกเบี้ยในตลาดนั้น เรามองว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมาทิศทางจากนี้จะมีแต่ปรับขึ้นอย่างเดียว ดังนั้นผู้ประกอบการไทยที่มีแผนจะลงทุน จึงควรเริ่มบริหารต้นทุนการเงิน ถ้าจะออกตราสารก็ต้องเร่งดำเนินการ” น.ส.อุสรา กล่าว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ปัญหาสภาพคล่องในระบบที่ตึงตัวไม่น่าจะรุนแรงในปีหน้า แต่หลังจากปี 2558 เป็นต้นไป ตลาดการเงินของไทยจะเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องในระบบตึงตัวขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนการเงินสูงขึ้น เนื่องจากจะเป็นจังหวะที่โครงการภาครัฐน่าจะเริ่มดำเนินการได้มากขึ้นพร้อมๆ กับการที่ธนาคารกลางสหรัฐจะเข้าสู่โหมดการขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบธนาคารมีอยู่ประมาณ 9 แสนล้านบาท ถึง 1.1 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันเอกชนออกหุ้นกู้อย่างต่อเนื่องร่วม 1 แสนล้านบาทในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีกองอินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์และกองทุนอสังหาริมทรัพย์กว่า 2 แสนล้านบาท







