
บิ๊กนิคมฯลุยขยายรับลงทุน
เหมราชฯอัด7,000ล้านปั้น3ขาธุรกิจ อมตะจัดกว่า2,000ล้านรุกเฟส10
เหมราชฯอัด7,000ล้านปั้น3ขาธุรกิจ อมตะจัดกว่า2,000ล้านรุกเฟส10
นิคมฯ แห่ขยาย เหมราชฯ ควัก 7,000 ล้าน ปีหน้าซื้อที่ดินร่วมทุนโรงไฟฟ้า อมตะลงทุนกว่า 2,000 ล้าน
นายเดวิด ริชาร์ด นาร์โดน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า งบลงทุนรวมปีหน้าที่วางไว้ 6,000-7,000 ล้านบาท จะแบ่งใช้ลงทุนซื้อที่ดินสัดส่วน 30% ลงทุนพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสัดส่วน 30% และลงทุนด้านสาธารณูปโภคและโลจิสติกส์ 30%
นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เหมราชฯ กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นที่เป็นลูกค้าหลักยังมีการขยายการลงทุนในเมืองไทยเพิ่มขึ้นหนุนการเติบโตของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเริ่มมีกลุ่มลูกค้าประเทศใหม่ๆ ทั้งจีนที่ยังเป็นกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ และอินเดียเริ่มขยายการลงทุนเข้าในไทยเพิ่มเติม โดยปัจจุบันบริษัทมีจำนวนนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด 7 แห่ง ซึ่งมี 4 แห่งที่เหมาะกับอุตสาหกรรมยานยนต์
สำหรับการขยายลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มีแผนจะเข้าร่วมถือหุ้นทั้งหมดอีก 7-8 แห่ง ขนาด 120 เมกะวัตต์ต่อโรง โดยส่วนใหญ่จะร่วมลงทุนกับบริษัท กัลฟ์ เจพี ซึ่งจะทยอยลงทุนช่วงปี 2557-2561 ตามแผนที่ต้องการจะร่วมถือหุ้นโรงไฟฟ้า SPP ให้ครบ 9 แห่ง ส่วนนโยบายการเข้าถือหุ้นจะถือในสัดส่วนมากกว่า 25% ต่อโครงการ เพื่อให้มีสิทธิอำนาจในการออกเสียง ทั้งนี้ตามสัดส่วนดังกล่าว บริษัทจะใช้เงินลงทุนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท หรือราว 360-380 ล้านบาทต่อโครงการ โดยปัจจุบันมีโครงการโรงฟ้าที่เริ่มผลิตและจ่ายไฟฟ้าแล้วจำนวน 1 โรงในวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา
“ระยะยาวไซเคิลของรายได้บริษัท 5 ปีเฉลี่ย เรามีเป้าหมายให้ 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจสาธารณูปโภคและอสังหาริมทรัพย์ มีสัดส่วนรายได้ใกล้กัน แต่บางช่วงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมดีสัดส่วนก็มากกว่าหน่อย บางช่วงธุรกิจอื่นดีก็จะมากขึ้นมา แต่เฉลี่ยของไซเคิลต้องการให้เท่ากัน เพื่อลดความเสี่ยงของแหล่งรายได้” นายวิวัฒน์ กล่าว
ด้านนายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น ชี้แจงว่า แผนการลงทุนขยายการลงทุนนิคมอมตะนครในปี 2557 จะใช้งบกว่า 2,000 ล้านบาท ขยายในพื้นที่เดิม ซึ่งเป็นเฟสที่ 10 และนิคมอุตสาหกรรม B โดยน่าจะมีการนำรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมและผังเมืองของประเทศจีนมาปรับใช้ในการขยายดังกล่าว
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมในแถบทวีปเอเชียที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงคือ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากจำนวนประชากรของทวีปเอเชียมีจำนวนมาก แต่การใช้รถยนต์ยังอัตราต่ำ ซึ่งปี 2556 จีนจะผลิตรถยนต์กว่า 20 ล้านคัน ขณะที่สหรัฐอเมริกาคาดว่าจะมีการผลิต 21 ล้านคัน จึงเป็นช่องทางในการเติบโตของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะไทยที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์
ปีหน้าบริษัทตั้งงบลงทุนไว้ 6,000-7,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจรวม
ซึ่งแหล่งเงินลงทุนของบริษัทค่อนข้างมีความยืดหยุ่นซึ่งจะหลายช่องทาง ทั้งจากเงินสดภายในจากการดำเนิน ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น (บี/อี) การออกพันธบัตรและการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังมีความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มจากปัจจุบันที่มีอัตราหนี้สินต่อทุน(ดี/อี) อยู่ที่ 1.18 เท่า จากนโยบายที่วางไว้ไม่เกิน 1.3 เท่า
นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายกระจายฐานแหล่งที่มาของรายได้เพื่อให้มีความสม่ำเสมอโดยเฉลี่ยในรอบ 5 ปี โดยต้องการให้รายได้จาก 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจสาธารณูปโภคและอสังหาริมทรัพย์ มีสัดส่วนที่เท่ากัน แต่ในปี 2554-2555 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่สูงกว่าธุรกิจอื่น ซึ่งปีนี้มีสัดส่วนถึงประมาณ 50-60% ของรายได้รวม ที่มาจากจากธุรกิจสาธาณูปโภค 15% และอสังหาริมทรัพย์อีก 25%
ทั้งนี้ มีแผนจะเปิดตัวพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมชลบุรี 2 ในช่วงไตรมาส 4 นี้ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีลูกค้าที่สนใจเข้ามาเจรจาจองพื้นประมาณ 3 รายใหญ่ ด้านสถานการน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนิคมอุตสาหกรรมของบริษัททั้ง 7 แห่ง เนื่องจากบริษัทได้วางระบบบริหารจัดการ มีระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างดีและยังจัดพื้นที่รับน้ำ ส่งผลให้บริษัทยังมีความมั่นใจว่านิคมอุตสาหกกรรมของบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ยังได้ศึกษาการขยายธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยขณะนี้ยังมีข้อสรุปการลงทุนและยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่จะได้ข้อสรุปได้ เนื่องจากยังหลายปัจจัยที่ไม่ตรงกับเป้าหมายการลงทุน เพราะบริษัทยังมุ่งเน้นที่จะขยายนิคมอุตสาหกรรมรูปแบบเน้นให้บริการสาธารณูปโภค
นายเผ่าพิทยา สมุทรกลิน ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน(HEMRAJ) เปิดเผยว่า เปิดเผย คาดว่ากำไรในปีนี้จะเติบโตจากปีก่อนที่ทำได้ 2,300 ล้านบาท ตามรายได้ที่คาดว่าจะเติบโต 40 % มาอยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้แล้วกว่า 4.3 พันล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายที่ดินในปีนี้ที่ 2,100 ไร่ ซึ่งในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามียอดขายแล้วกว่า 1,978 ไร่ จากจำนวน 82 สัญญา
สำหรับ แผนการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ขนาดกองทุนประมาณ 4,500 ล้านบาท มีแผนที่ยื่นขออนุญาตจัดตั้งกองทุนในช่วงปลายเดือนต.ค. ต้นเดือนพ.ย. เพื่อให้ทันตามเป้าหมายการจัดตั้งกองทุนในไตรมาส 4 นี้ ซึ่งคาดว่าจะขายสิทธิในพื้นที่โรงงานให้เช่าประมาณ 1.5 แสนตารางเมตรเป็นสินทรัพย์เข้ากองทุน ซึ่งบริษัทได้แต่งตั้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เอ็มเอฟซี เป็นผู้จัดการกองทุน
โพสต์ทูเดย์ นิคมฯอมตะนคร ไม่หวั่นน้ำท่วม เดินหน้าแผนขยายต่อปี 57 ลงทุนไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ สำหรับโอกาสของประเทศไทยอีกช่องทางนึงคือ อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึงประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญสูง โดยประเทศไทยจะต้องมีมุมมองในการขยายธุรกิจให้กว้างมากกว่าการขยายในประเทศไทย จึงจะมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะต้องใช้ความสามารถทางด้านภาษาควบคู่กันไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณนิคมฯ ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมนี้ยืนยันว่า ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครเฟสที่ 19 ส่วนตัวโรงงานไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมแต่อย่างใด มีเพียงน้ำท่วมที่ผิวการจราจรภายในนิคมเท่านั้น ซึ่งได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำจากอำเภอพนัสนิคม ซึ่งได้รับรายงานล่าสุดว่าขณะนี้สถานการณ์น้ำคงตัวและจะมีปริมาณกลับสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววัน
“คาดว่าภายใน 5 วันต่อจากนี้สถานการณ์น้ำภายในและบริเวณนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จะกลับสู่สภาวะปกติ สามารถเดินทางได้โดยสะดวก” นายวิบูลย์กล่าว
นอกจากนี้ อมตะได้ดำเนินการตามแผนการป้องกันน้ำเพื่อเตรียมรับมวลน้ำจากอำเภอพนัสนิคม และน้ำฝนหากยังคงตกอย่างต่อเนื่อง โดยอมตะได้ร่วมกับองค์กรบริหารส่วนตำบลคลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรี ขุดขยายคลองเกลือ บริเวณต.คลองตำหรุ เป็นระยะทางยาวกว่า 5 กิโลเมตร เพื่อใช้เป็นเส้นทางระบายน้ำลงสู่ทะเล อีกทั้งยังได้จัดเตรียมบิ๊กแบ๊ค จำนวน 500 ใบสำหรับป้องกันน้ำเข้าพื้นที่โรงงาน หากมีน้ำมากในช่วงน้ำทะเลหนุนจะดำเนินการสูบน้ำออกโดยส่งข้ามประตูระบายน้ำเพื่อลงสู่ทะเลโดยตรง







