posttoday
จับตาทิศทางค่าเงินบาท

จับตาทิศทางค่าเงินบาท

18 ตุลาคม 2556

หลังจากที่สภาคองเกรสผ่าทางตันให้รัฐบาลสหรัฐสามารถขยายเพดานหนี้ได้สำเร็จ ก็ทำให้ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 17 ต.ค.

หลังจากที่สภาคองเกรสผ่าทางตันให้รัฐบาลสหรัฐสามารถขยายเพดานหนี้ได้สำเร็จ ก็ทำให้ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที โดยเปิดตลาดที่ระดับ 31.1531.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าอย่างต่อเนื่องทั้งวัน มาปิดตลาดที่ 31.04 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมีโอกาสที่จะแตะ 31 บาทได้ในเร็วๆ นี้ หากตลาดคลายความกังวลใจกับวิกฤตการเงินในสหรัฐ

ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง เปิดเผยว่า การขยายเพดานหนี้ของทางสหรัฐนั้น เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน และที่ผ่านมาก็ได้เป็นบทพิสูจน์แล้วว่าเป็นการเล่นเกมทางการเมืองเท่านั้น เนื่องจากทางสหรัฐจะไม่ยอมให้โดนปรับลดเรตติ้งอย่างแน่นอน เพราะผิดนัดชำระหนี้

อย่างไรก็ตาม ได้มองว่าปัญหาดังกล่าวคงไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยมากนัก แต่จากนี้ไปประเทศไทยคงต้องจับตาในส่วนการปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี ของทางสหรัฐ ที่จะมีผลต่อเงินทุนไหลเข้าและไหลออกมากกว่า

ทั้งนี้ คงต้องให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เข้ามาดูแลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะค่าเงินบาท ไม่ให้มีความผันผวนมากจนเกินไป ซึ่งในปัจจุบันนี้อัตราค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่ามีความเหมาะสม และเชื่อว่าทาง ธปท.มีเครื่องมือพร้อมในการเข้ามาดูแล

พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรณีที่สหรัฐสามารถผ่านเส้นตายการผิดนัดชำระหนี้และยุติการปิดหน่วยงานราชการบางส่วน ได้สร้างความโล่งใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งก็เป็นแนวโน้มที่ตลาดคาดไว้อยู่แล้วว่าการเมืองแต่ละฝ่ายจะหาทางตกลงร่วมกันได้

แต่หลังจากนี้ ยังต้องติดตามการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐโดยใกล้ชิด เพราะการขยายเพดานหนี้เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น แต่สหรัฐยังต้องแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์กับประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ก็ยังห่วงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและเศรษฐกิจโลก และที่กังวลอีกคือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่จะส่งผลไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย เห็นได้จากความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีที่ลดลง ดังนั้นตอนนี้จึงไม่อยากให้ประเทศไทยไปสร้างเงื่อนไขอะไรใหม่ที่จะเป็นปัญหาของเศรษฐกิจ

จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากประเทศ แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะสั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่เชื่อว่าจะเป็นช่วงสั้นๆ ที่มีข่าวการลดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ดอกเบี้ยมีเสถียรภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 50 ปี อยู่ที่ 4.7% ซึ่งเป็นระดับที่รัฐบาลยังระดมทุนได้ถูก และสภาพคล่องในตลาดยังมีอยู่ สามารถรองรับการลงทุนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศได้อย่างไม่มีปัญหา

สำหรับการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐที่มีความชัดเจน ทำให้ประเทศต่างๆ ผ่อนคลายความกังวล แต่ก็ยังต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งในส่วนของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การไหลเข้าไหลออกของเงินทุนไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของไทยหรือพันธบัตรเอกชนที่ต่างชาติครองอยู่ เกิดจากความเชื่อมั่นพื้นฐานเป็นหลักอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าจะไม่มีเงินทุนไหลออกมากนัก โดยภาพรวมในขณะนี้มีสัดส่วนต่างชาติถือครองพันธบัตรของไทยอยู่ประมาณ 17% จากช่วงกลางปีที่อยู่ที่ 19% จึงทำให้การระดมทุนของรัฐบาลไม่น่าจะมีปัญหา เพราะสภาพคล่องในตลาดยังมีอยู่สูง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน