
Think on Your Feet (1)
เช้าวันหนึ่ง สมศักดิ์ ผู้จัดการแผนก เดินเข้าไปในลิฟต์ บังเอิญเข้าไปเจอผู้บริหารชาวสิงคโปร์หันมาทักทายและถามว่า “คุณคิดว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ปีนี้ และคุณจะบริหารจัดการงานและคนอย่างไร” อันที่จริง สมศักดิ์ ได้วางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่เขาไม่รู้ว่าจะตอบผู้บริหารอย่างไรให้กระชับและเข้าใจได้ในระยะเวลาอันสั้น เขาพูดวกวน เมื่อลิฟต์เปิดผู้บริหารก็เดินจากไป
เช้าวันหนึ่ง สมศักดิ์ ผู้จัดการแผนก เดินเข้าไปในลิฟต์ บังเอิญเข้าไปเจอผู้บริหารชาวสิงคโปร์หันมาทักทายและถามว่า “คุณคิดว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ปีนี้ และคุณจะบริหารจัดการงานและคนอย่างไร” อันที่จริง สมศักดิ์ ได้วางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่เขาไม่รู้ว่าจะตอบผู้บริหารอย่างไรให้กระชับและเข้าใจได้ในระยะเวลาอันสั้น เขาพูดวกวน เมื่อลิฟต์เปิดผู้บริหารก็เดินจากไป
ช่วงบ่ายในการประชุมสรุปผลงาน สมศักดิ์ นำเสนอผลงานของแผนกตนเองจบ ผู้บริหารคนเดิมถามว่า “ทำไมบางเดือนผลงานตกลงไป ถึงแม้จะได้ตามเป้าหมายโดยรวม แต่อยากทราบเหตุผล” สมศักดิ์ อึ้งไปพักใหญ่ ดูกระอักกระอ่วน ครั้งนี้ผู้บริหารคนเดิมส่ายหน้า เขาเริ่มตีความไปว่าสมศักดิ์ เป็นคนที่ไม่เตรียมการอะไร สมศักดิ์ กังวลเรื่องนี้จึงไปปรึกษาเพื่อนต่างชาติคนหนึ่ง เพื่อนบอกว่า “You need to Think on Your Feet better.”
นุช ประชุมกับบุคลากรในทีม ด้วยการเตรียมการมาอย่างดี เธอจะพูดให้ทีมงานเห็นว่า การบริการลูกค้าเป็นเลิศเป็นเรื่องจำเป็น และอยากได้รับความร่วมมือจากน้องๆ ทีมงานทุกคน ผลงานในแต่ละไตรมาสจะได้รับการประเมินออกมาและนำไปสู่โบนัสปลายปี เมื่อเธอพูดจบ นุช สังเกตอาการทีมงานว่า พวกเขาดูเฉยๆ จึงขอให้บางคนทวนความเข้าใจให้ฟัง แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ตอบทวนออกมา ไม่มีใครจับประเด็นสำคัญที่เธอต้องการให้จดจำ ตอนท้ายยังมีพนักงานยกมือถามอีกว่า “พี่นุชคะ พี่จะพูดเรื่องโบนัสทำไม แต่ละปีก็เห็นได้ไม่เท่ากัน ไหนพี่บอกว่าทำงานเป็นทีมไง แล้วทำไมโบนัสได้ไม่เท่ากัน” นุช ไปปรึกษาหัวหน้าชาวอเมริกันของเธอ ว่าคราวหน้าเธอควรจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี หัวหน้าของเธอยิ้มเล็กๆ และบอกว่า “You need to Thinkon Your Feet.”
จากตัวอย่างของผู้บริหารทั้งสอง ท่านผู้อ่านคงพอจะเข้าใจแล้วว่า Think on Your Feet ซึ่งเป็นสำนวนในภาษาอังกฤษนั้น หมายถึงการที่คนคนหนึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ต้องคิดสดพูดสด ตอบคำถามสดด้วยตัวเอง ไม่มีใครช่วยบอกบท ยืนอยู่บนขาของตัวเอง และถ้าพูดได้ดี ก็จะเรียกความน่าเชื่อถือ และความเข้าใจที่ดีต่อกัน แต่ถ้าตรงกันข้ามก็อาจบั่นทอนความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้
การพูดอย่างชัดเจนและมั่นใจ มาจากการคิดที่ชัดเจนและมีการเรียบเรียงที่ดี ทั้งสมศักดิ์ และนุช เผชิญสถานการณ์ที่ต้องเรียบเรียงความคิดอย่างรวดเร็ว และเมื่อย้อนกลับไป ทั้งคู่เสียดายว่า ทำไมเราไม่พูดอย่างนี้ ไม่ตอบอย่างนั้น ตอนนั้นคิดไม่ทัน จากการที่สื่อสารออกไปไม่ได้ จึงอาจถูกมองว่าขาดความคิดความสามารถในการบริหารจัดการได้
การสื่อสารแบบนี้มีความสำคัญมากขึ้น เพราะคนทำงานในปัจจุบันมักไม่ค่อยมีเวลาเตรียมตัว
หากสมศักดิ์มีหลักในการคิดอย่างชัดเจนและรวดเร็ว จะสามารถพูดได้เช่น “ครับ ผมเตรียมการแล้วก่อนหน้าฝน ทีมเราจะ... และระหว่างหน้าฝนเราจะ... หลังจากหน้าฝนผ่านไปเราจะ” หรือเมื่อได้รับคำถามที่ไม่คาดคิด กล่าวว่า “ผมขอบคุณที่คุณใส่ใจในช่วงเดือนที่มีระดับผลงานต่างไปครับ สาเหตุก็คือ... และผมได้ป้องกันสำหรับอนาคต โดยมีขั้นตอนดังนี้คือ” จะเป็นการชะลอเวลาเพื่อเรียบเรียงคำตอบอย่างมั่นใจก่อนและใช้โอกาสนี้ในการให้เกียรติผู้ถามด้วย คราวหน้าจะแนะนำเพิ่มเติมหลักการคิดอย่างรวดเร็วค่ะ







