posttoday
จาก ‘เพดานหนี้สหรัฐ’ สู่ ‘หนี้ครัวเรือน’

จาก ‘เพดานหนี้สหรัฐ’ สู่ ‘หนี้ครัวเรือน’

17 ตุลาคม 2556

วันที่ 17 ต.ค. เราคงได้รู้ผลการตัดสินใจสุดท้ายของบรรดานักการเมืองสหรัฐกันแล้วว่า จะตัดสินอนาคตทางการเงินของประเทศเกี่ยวกับเรื่องเพดานหนี้อย่างไร

วันที่ 17 ต.ค. เราคงได้รู้ผลการตัดสินใจสุดท้ายของบรรดานักการเมืองสหรัฐกันแล้วว่า จะตัดสินอนาคตทางการเงินของประเทศเกี่ยวกับเรื่องเพดานหนี้อย่างไร

แม้ว่าขณะที่เขียนต้นฉบับยังคงไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับการขยายเพดานหนี้ (Debt Ceiling) หลังจากที่ล่าสุดประธานาธิบดีโอบามา และพรรคเดโมแครตปฏิเสธข้อเสนอของพรรครีพับลิกันที่ต้องการให้ขยายเพดานหนี้ออกไปชั่วคราวราว 6 สัปดาห์

หากเรามองประเด็นหนี้สหรัฐกลับมาเป็นบทเรียนสำหรับการบริหารหนี้ครัวเรือนที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า ในปี 2555 หนี้ครัวเรือนของไทยได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 78% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) หรือมีมูลค่ากว่า 8.8 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 4 แสนกว่าบาท ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยไม่ต่างอะไรจากปัญหาเพดานหนี้สหรัฐเลย

เริ่มจากเพดานหนี้สหรัฐคืออะไร

เพดานหนี้ คือ ขีดความสามารถในการกู้ยืมเงินของรัฐบาลสหรัฐที่มีการกำหนดเอาไว้ คือ 16.699 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 526 ล้านล้านบาท) เปรียบเทียบกับชีวิตของคนชั้นกลาง โดยเฉพาะพวกที่มีบัตรเครดิต ก็เหมือนกับวงเงินของบัตรเครดิต เมื่อมีการใช้เงินจนเต็มเพดานหนี้ ก็อาจเกิดปัญหาได้เพราะหนี้เกินกำลังจะชดใช้ และอาจจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้

ถ้าไม่มีการเพิ่มเพดานหนี้ สหรัฐก็จะไม่มีปัญญาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ เปรียบได้กับคนที่ใช้วงเงินบัตรเครดิตจนเต็ม และไม่สามารถจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ที่กำลังจะถึงกำหนดจ่าย

หนี้สหรัฐเหมือนหรือต่างจากหนี้ครัวเรือนอย่างไร

ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนนะครับว่า รัฐบาลก็เหมือนกับครัวเรือนทั่วไป คือ เมื่อมีรายจ่าย ก็ต้องหาเงินมาให้เพียงพอกับรายจ่าย รายจ่ายของครัวเรือน ก็คือ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนรายจ่ายของประเทศ ก็คือ งบประมาณต่างๆ

เงินของเราก็มาจาก 3 แหล่ง คือ จากการทำงานของเราเอง จากทรัพย์สิน และจากการก่อหนี้ ส่วนเงินของรัฐบาลมาจากภาษีกับการก่อหนี้ ดังนั้นหากเราใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น ซื้อของไม่จำเป็น ฯลฯ โดยที่เงินจากการทำงานหรือทรัพย์สินของเรายังไม่มากพอ สุดท้ายเราก็ต้องพึ่งเงินจากการก่อหนี้เหมือนรัฐบาล เมื่อเงินจากภาษีไม่พอ ก็ต้องก่อหนี้หาเงินมาใช้จ่ายเช่นกัน

การก่อหนี้จริงๆ จะไม่มีปัญหาหากขยายตัวต่ำกว่าและช้ากว่าการขยายตัวของรายได้ แต่ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนขยายตัวเร็วและมากกว่าการขยายตัวของรายได้ เราจึงมีความเสี่ยงที่จะก่อหนี้เกินตัวได้ในอนาคต

บริหารหนี้อย่างไรดี

การขยายเพดานหนี้สหรัฐ ก็เหมือนกับเราไปเปิดบัตรเครดิตอีกใบเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้บัตรใบเก่า ซึ่งเป็นการซื้อเวลาไปเท่านั้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่แท้จริงเลย มิหนำซ้ำกลับทำให้ปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนระเบิดเวลาที่ลูกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าจะระเบิดเมื่อไหร่ ถ้าเราต้องการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างจริงจัง เราต้องบริหารรายจ่าย ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และหารายได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่หนักขึ้น หรือการขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ แต่รัฐบาลสหรัฐก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะการแก้ไขปัญหาหนี้ที่รากเหง้า เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นการขยายเพดานหนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่เช่นนั้นก็อาจเกิดปัญหาการเสียเครดิต ความน่าเชื่อถือทางการเงิน เหมือนอย่างพวกเราที่มีปัญหาหนี้มากๆ หากผิดนัดชำระหนี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานได้ เพราะปัจจุบันมีหลายองค์กรที่ใช้ข้อมูลจากเครดิตบูโรประกอบในการพิจารณารับเข้าทำงานแล้ว

ทำไมระบบของสหรัฐจึงกำหนดให้ “โอบามา” ไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้เอง

ผมว่าระบบของสหรัฐเป็นระบบที่ดี ที่มีการถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าเทียบกับหนี้ของครัวเรือนทั่วไปก็เหมือนกับหนี้ที่การก่อหนี้ดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของครอบครัว เช่น กู้เงินเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือนหรือทำธุรกิจของครอบครัว หนี้เงินกู้ดังกล่าวทางกฎหมายถือเป็นหนี้ร่วม และถ้าเป็นหนี้ร่วมแม้คู่สมรสฝ่ายใดจะไม่ได้เป็นฝ่ายก่อหนี้ ทั้งสามีและภริยาก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบภาระหนี้นั้น

ภาระหนี้ของประเทศก็เช่นกัน ในเมื่อทุกคนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือประชาชนต้องร่วมกันรับผิดชอบภาระหนี้นั้นทั้งสิ้น ดังนั้นการจะก่อหนี้ใดๆ จึงควรจะต้องมีการพิจารณาตัดสินใจร่วมกันว่า จำเป็นมั้ยต้องก่อหนี้ เงินที่ได้จากการก่อหนี้เอาไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นและสมควรหรือไม่

แล้วเราควรทำอย่างไร เพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาหนี้

การป้องกันดีกว่าการแก้ไขเสมอ สำหรับหนี้ครัวเรือนก็ควรต้องพิจารณาอย่างจริงจังทุกครั้งก่อนก่อหนี้ว่าจำเป็นมั้ย มีทางเลือกอื่นนอกจากการก่อหนี้มั้ย มีความสามารถในการชำระหนี้มั้ย และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่อรายได้ของเรา เรามีทางออกในการชำระหนี้มั้ย ฯลฯ สำหรับหนี้ของประเทศที่แม้เราไม่มีอำนาจในการบริหารก็จริง แต่ในเมื่อเราต้องรับผิดชอบภาระหนี้นั้น เราก็ควรต้องตรวจสอบและเอาใจใส่กับการก่อหนี้ของรัฐบาลในคำถามต่างๆ ที่เราถามกับตนเองข้างต้นเช่นกัน ขอได้โปรดอย่าคิดว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลไม่เกี่ยวกับตัวเอง เพราะเมื่อผลกระทบจากภาระหนี้นั้นมาถึง คนที่เราควรจะบ่นว่ามากที่สุด ก็คือ ตัวเราเอง ที่ไม่รักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน