
เอ็มบีเคปั้นรายได้อสังหาฯลดเสี่ยงธุรกิจข้าวกำไรต่ำ
หลังจากเจอมรสุมรุมเร้าธุรกิจข้าวอย่างต่อเนื่องจนฉุดกำไรของกลุ่มเอ็มบีเคให้หดหาย ทั้งที่ธุรกิจข้าวมีสัดส่วนรายได้มากถึง 30% ของรายได้ทั้งหมด นั่นจึงเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่ทำให้กลุ่มเอ็มบีเคต้องขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจใหม่ๆ สร้างการเติบโตทางด้านกำไรให้กับองค์กร อีกทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นับเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรงาม ประกอบกับกลุ่มเอ็มบีเคมีที่ดินเปล่าในมือจำนวนมาก จึงเป็นเหตุผลที่นับจากนี้ กลุ่มเอ็มบีเคจะรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง
หลังจากเจอมรสุมรุมเร้าธุรกิจข้าวอย่างต่อเนื่องจนฉุดกำไรของกลุ่มเอ็มบีเคให้หดหาย ทั้งที่ธุรกิจข้าวมีสัดส่วนรายได้มากถึง 30% ของรายได้ทั้งหมด นั่นจึงเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่ทำให้กลุ่มเอ็มบีเคต้องขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจใหม่ๆ สร้างการเติบโตทางด้านกำไรให้กับองค์กร อีกทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นับเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรงาม ประกอบกับกลุ่มเอ็มบีเคมีที่ดินเปล่าในมือจำนวนมาก จึงเป็นเหตุผลที่นับจากนี้ กลุ่มเอ็มบีเคจะรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง
“สำหรับเราแล้ว รายได้ไม่ใช่ปัญหา แต่กำไรต่างหากที่เป็นปัญหา ธุรกิจที่สร้างรายได้ที่ดีมากอย่างข้าว กลับทำกำไรต่ำมากประมาณ 3-4% เท่านั้น ทำให้ต้องมองหาธุรกิจอื่นๆ ที่จะเพิ่มกำไรให้กับบริษัทได้” สุเวทย์ ธีรวชิรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค กล่าว
ปัจจุบันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วน 5-8% ของรายได้ทั้งหมด แต่ทำกำไรให้กับกลุ่มเอ็มบีเคเป็นอันดับ 2 รองจากธุรกิจศูนย์การค้าที่ยังคงสร้างกำไรเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 50% ของกำไรทั้งหมด ส่วนอันดับ 3 ยกให้ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจการเงิน ขณะที่ธุรกิจข้าวที่เก่าแก่ยาวนาน กลับทำกำไรเป็นอันดับสุดท้ายของธุรกิจทั้งหมด
สุเวทย์ กล่าวว่า เป้าหมายนับจากนี้ บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เป็น 10-12% ของรายได้ทั้งหมดภายในปี 2558 โดยจะเป็นการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมทำตลาดทั้งบ้านแนวราบ และคอนโดมิเนียม เน้นตลาดที่อยู่อาศัย 2-3 ล้านบาทขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 2 ตลาดหลักๆ คือ ตลาดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่จะเน้นพัฒนาคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ควินน์ ระดับราคา 9 หมื่น–1 แสนบาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) และแบรนด์ใหม่ทำตลาด 67 หมื่นบาทต่อ ตร.ม.
ด้านนโยบายการพัฒนาคอนโดมิเนียมนั้น โครงการจะต้องผ่านการอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอก่อน แล้วค่อยเปิดขาย เพื่อลดความเสี่ยง ขายแล้วสร้างไม่ได้ เพราะไม่ผ่านอีไอเอ ต้องคืนเงินลูกค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์
นอกจากนี้ ยังขยายการลงทุนในภูเก็ตต่อเนื่อง เน้นที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยก่อนหน้านี้อสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตจะพัฒนาในนามบริษัท แปลน แอสเสท เน้นหนักตลาดระดับไฮเอนด์ เจาะกลุ่มต่างชาติเป็นหลัก แต่จากวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกาและยุโรป ทำให้ผู้ซื้อชาวต่างชาติหายไป บริษัทจึงปรับมาทำตลาดบ้านระดับราคา 2–8 ล้านบาท เพื่อจับตลาดคนไทยแทน
ล่าสุด ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับมาทำตลาดบ้านระดับบน ราคาประมาณ 15 ล้านบาทอีกครั้ง แต่เน้นเจาะกลุ่มคนไทยกำลังซื้อสูงในภูเก็ต ไม่ใช่กลุ่มต่างชาติ เพราะเชื่อว่ายังมีความต้องการตลาดบ้านหรูในภูเก็ต
สำหรับแผนการลงทุนเปิดตัวโครงการในปีหน้า ในเบื้องต้นจะมีด้วยกัน 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการบ้านหรูที่ภูเก็ต 1 โครงการ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ และที่ดินจัดสรรสนามกอล์ฟริเวอร์เดล กอล์ฟคลับ จ.ปทุมธานี 1 โครงการ มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาท โดยในส่วนของคอนโดมิเนียม จะนำที่ดินข้างคอมมูนิตี้มอลล์ เดอะ ไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 มาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมระดับราคา 6-7 หมื่นบาทต่อ ตร.ม. ซึ่งอยู่ระหว่างตั้งชื่อแบรนด์ใหม่ จำนวน 400 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวม 800 ล้านบาท เฉลี่ยต่อยูนิตประมาณ 2 ล้านบาท ส่วนอีกหนึ่งโครงการจะเป็นคอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิทตอนปลาย บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ ภายใต้แบรนด์ควินน์
สุเวทย์ กล่าวว่า โครงการที่สุขุมวิทตอนปลาย เป็นที่ดินใหม่ที่เพิ่งซื้อมาประมาณ 2-3 เดือน เพราะต้องการลงทุนต่อเนื่อง และที่ดินที่มีอยู่ในมือส่วนใหญ่ จะเหมาะกับการพัฒนาบ้านแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม ส่วนโครงการที่ดินจัดสรรรอบสนามกอล์ฟริเวอร์เดลฯ มีด้วยกัน 60 ไร่ ราคาขายเฉลี่ย 4.5-6 หมื่นบาทต่อตารางวา มูลค่าโครงการรวมกว่า 1,000 ล้านบาท
ขณะที่ธุรกิจศูนย์การค้าเอ็มบีเค ปีหน้าเตรียมงบลงทุนรวม 500 ล้านบาท แบ่งเป็นปรับปรุงภายในศูนย์ฯ 400 ล้านบาท และสร้างสกายวอล์ก 100 ล้านบาท ระยะทาง 400 เมตร บริเวณถนนปทุมวัน เพื่อเชื่อมรถไฟฟ้าเข้ากับตัวโรงแรม ซึ่งจะทยอยดำเนินการ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 2 ปีแล้วเสร็จ ส่วนธุรกิจทางการเงินจะรุกหนักกลุ่มสินเชื่อมอเตอร์ไซค์ด้วยการขยายสาขาลีสซิ่งในเครือมากขึ้น
ปิดท้ายด้วยเป้าหมายรายได้ในปีนี้ คาดว่าจะแตะ 1 หมื่นล้านบาท เติบโต 5% จากปีที่ผ่านมามีรายได้อยู่ที่ 9,300 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าการปรับทิศทางธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่มีกำไรที่ดีขึ้น จะส่งผลให้ “เอ็มบีเค” นับจากนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น







