
เคลื่อนทัพไทยไปอาเซียนต้อง"รู้จริง-รู้ใจ-เข้าถึง"
แม้ 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียนจะดูแลและรับผิดชอบเรื่องต่างๆ แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
แม้ 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียนจะดูแลและรับผิดชอบเรื่องต่างๆ แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน แต่การขับเคลื่อนภาคประชาชนให้พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงดูจะมีวิธีการไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน : ความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้นในสังคมไทย” โดยมีวิทยากรร่วมกันวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและแนวทางขับเคลื่อนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของไทยในยุคประชาคม
ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ว่า ในแง่เศรษฐกิจนั้นหากต้องการจะเจาะตลาดในอาเซียน ต้อง “รู้จริง” เรื่องวัฒนธรรมของแต่ละประเทศก่อน เช่น ชาวกัมพูชารักความสนุกสนาน ความสวยความงาม เวลาจัดงานแต่งงานต้องจัดใหญ่โตอลังการ หากเข้าใจอย่างถ่องแท้ รู้จริงเรื่องเหล่านี้ โอกาสในการ “เข้าถึง” และตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละประเทศก็จะไม่ยากนัก
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องตระหนักด้วยว่าการแข่งขันในยุคปัจจุบันจะให้ความสำคัญแต่เพียงเรื่องการสร้างแบรนด์อย่างเดียวไม่ได้แล้ว
“สมมติว่ามีเครื่องปรับอากาศ 2 ยี่ห้อ ยี่ห้อ A โดยปกติมีสัดส่วนการถือครองตลาดมากกว่า ส่วนยี่ห้อ B เป็นแบรนด์รอง ถือครองสัดส่วนน้อยกว่า แต่พอทำการสำรวจให้เลือกจาก 2 ชอยส์ คือ 1.ยี่ห้อ A ประหยัดไฟเบอร์ 4 และ 2.ยี่ห้อ B ประหยัดไฟเบอร์ 5 ผลสำรวจทุกครั้งออกมาตรงกัน คือคนเลือกอันที่ 2 สะท้อนว่า ยุคโลกาภิวัตน์มาตรฐานสำคัญกว่าแบรนด์”
เรื่องดังกล่าว ยังมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เช่น ตลาดโทรศัพท์มือถือของโลก ค่ายที่เคยครองอันดับ 1 มานาน ต้องเสียแชมป์ให้กับค่าย “ผลไม้” และค่ายจากเกาหลีใต้ไป จนตกไปอยู่ที่ 3 ของโลก นั่นเพราะเขาไม่รู้จักนิสัยผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง ขณะที่อีก 2 ค่าย “รู้ใจ” ตลาดยุคใหม่มากกว่า
สำหรับประเทศในอาเซียนที่ธนวรรธน์มองว่าน่าเข้าไปลุยตลาด ได้แก่ 1.พม่า เพราะถือเป็นประตูสำคัญที่จะเชื่อมเข้าสู่ทั้งจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มาก 2.มาเลเซีย หากเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ภาคใต้ มาเลเซียคือประเทศที่น่าสนใจมาก เพราะปัจจุบันก็มีการติดต่อกันบริเวณหาดใหญ่อยู่แล้ว และ 3.ฟิลิปปินส์ เพราะเป็นประตูหลักสู่ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อีกทั้งชาวฟิลิปปินส์พูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้มีอุปสรรคในการสื่อสารกันน้อยกว่าที่อื่น
ทั้งนี้ การเข้าสู่ทั้ง 3 ประเทศ ต้องยึดหลัก 3 ข้อ 1.เรียนรู้ภาษา 2.เข้าใจแต่ละศาสนา และ 3.เข้าถึงจิตใจของคนในแต่ละประเทศนั้นๆ
“อยากให้ทุกคนยึดหลักรู้รอบ สาระมี มาตรฐานได้ และเข้าใจวัฒนธรรมคนที่เราติดต่อด้วย ซึ่งจะช่วยให้การเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนราบรื่นมากขึ้น”
ด้าน ประภัสสร เสวิกุล นักคิดนักเขียน กล่าวว่า ในแง่สังคมนั้นต้องรู้จริงเรื่องสังคม เรื่องประวัติศาสตร์เพื่อนบ้าน ตลอดจน “รู้ใจ” ชาวอาเซียน เพราะหลายครั้งเรื่องสังคมก็เป็นเรื่องอ่อนไหว
“เราเคยมีกรณีตัวอย่างกับลาวหลายครั้ง เช่น ละครเรื่องหนึ่งมีฉากนางเอกเอาดอกลั่นทมหรือดอกจำปาลาวไปให้พระเอก แต่พระเอกไม่เอาโยนดอกจำปาลาวทิ้ง ผลคือคนลาวไม่พอใจ เพราะนั่นคือดอกไม้ประจำชาติของเขา”
เช่นเดียวกับเรื่องการพาคนลาวมาสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหรือย่าโม แม้ย่าโมจะเป็นวีรสตรีในประวัติศาสตร์ไทย แต่ในประวัติศาสตร์ลาวนั้นเป็นคนละเรื่อง ย่าโมคือคนที่เข้าไปตีเมืองลาว ดังนั้น ชาวลาวก็อาจไม่อยากมาสักการะอนุสาวรีย์ย่าโมเท่าใดนัก
ขณะที่ ฐิตารีย์ ไชยเศรษฐ หัวหน้าสาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนมีวัฒนธรรมร่วมกันหลายอย่างมาตั้งแต่อดีตแล้ว เช่น บ้านเป็นเรือนเสาสูงเหมือนกัน ผู้หญิงเป็นผู้นำชุมชนเหมือนกัน บูชาผี และมีประเพณีพิธีกรรมความเชื่อคล้ายคลึงกัน
อย่างไรก็ตาม คนไทยยังต้องทำความรู้จักเพื่อนบ้านให้มากขึ้น โดยอาจเข้าไปร่วมเทศกาลดนตรีอาเซียนหรือชมภาพยนตร์อาเซียนให้มาก เพื่อให้ “เข้าถึง” วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนแต่ละชาติ
ท้ายสุด เมื่อไปเยือนเพื่อนบ้าน ก็ต้องไปเยือนอย่างเข้าใจ ไม่ใช่ไปเยือนโดยตั้งอคติไว้ก่อน เช่น อาหารจะอร่อยหรือไม่ จะสะอาดได้คุณภาพหรือเปล่า ต้องคิดว่าอยากไปผจญภัย อยากรู้จักเพื่อนบ้านจริงๆ และต้องไม่กลัวจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง สมมติจะต่อรองราคาสินค้า เครื่องคิดเลขก็เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ใช้สื่อสารกันได้







