
หุ้นอะไรที่น่าลงทุน
จนถึงวันนี้ทั้งสภาสูงและสภาล่างของสหรัฐยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องการขยายเพดานหนี้ แม้จะมีการเสนอให้ขยายเพดานหนี้ไปชั่วคราว (6 สัปดาห์) ก็ตาม เมื่อตลาดผิดหวังกับการเจรจาที่ล้มเหลวก็ปรับลงแรง ขณะเดียวกันเมื่อปรับลงถึงแนวรับระดับต่างๆ ก็จะมีแรงซื้อเข้ามาด้วยความหวังว่าการเจรจาอาจเป็นผลสำเร็จก่อนเส้นตายคืนวันที่ 17 ต.ค.นี้ ตลาดหุ้นในระยะนี้จึงผันผวนได้แรงจนกว่าจะเห็นความชัดเจน ซึ่งดิฉันเชื่อว่าจะได้เห็นกันในวินาทีสุดท้ายและค่อนข้างเชื่อว่าจะตกลงกันได้ในที่สุด เราจึงแนะนำลูกค้าในลักษณะลงซื้อ ขึ้นถือ โดยไม่ไล่ราคา
จนถึงวันนี้ทั้งสภาสูงและสภาล่างของสหรัฐยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องการขยายเพดานหนี้ แม้จะมีการเสนอให้ขยายเพดานหนี้ไปชั่วคราว (6 สัปดาห์) ก็ตาม เมื่อตลาดผิดหวังกับการเจรจาที่ล้มเหลวก็ปรับลงแรง ขณะเดียวกันเมื่อปรับลงถึงแนวรับระดับต่างๆ ก็จะมีแรงซื้อเข้ามาด้วยความหวังว่าการเจรจาอาจเป็นผลสำเร็จก่อนเส้นตายคืนวันที่ 17 ต.ค.นี้ ตลาดหุ้นในระยะนี้จึงผันผวนได้แรงจนกว่าจะเห็นความชัดเจน ซึ่งดิฉันเชื่อว่าจะได้เห็นกันในวินาทีสุดท้ายและค่อนข้างเชื่อว่าจะตกลงกันได้ในที่สุด เราจึงแนะนำลูกค้าในลักษณะลงซื้อ ขึ้นถือ โดยไม่ไล่ราคา
แต่หากไม่เป็นตามคาด คือ ถึงเส้นตายแล้วแต่สภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันได้ ถึงเวลานั้นแน่นอนว่าตลาดการเงินโลกย่อมปั่นป่วน เพราะสหรัฐน่าจะเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ไปไม่พ้น ซึ่งจะทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตต่างๆ ออกมาลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลง เมื่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐลดลง โดยทฤษฎีแล้วค่าเงินดอลลาร์ควรจะเสื่อมค่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐจะปรับขึ้นทันที (เพราะเงินไหลออกจากสินทรัพย์ทั้งสองประเภท) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนที่สหรัฐถูก S&P ลดอันดับเครดิต กลับกลายเป็นว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น (ยิ่งกลัวยิ่งถือเงินดอลลาร์) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้นเพียงวันเดียว 0.15% ในวันที่ถูกลดเครดิต หลังจากนั้นกลับปรับลดลงต่อเนื่อง 1 เดือนเศษ รวม 0.68% (นักลงทุนกลับต้องการถือพันธบัตรสหรัฐมากขึ้น)
ดิฉันคิดว่าสาเหตุเนื่องมาจากในเวลานั้น ไม่มีสินทรัพย์อื่นใดที่ดูจะปลอดภัยกว่าทั้งเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาล เพราะอย่าลืมว่าในช่วงปลายปี 2554 ตลาดการเงินทั่วโลกยังต้องลุ้นว่ากรีซจะได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อต่ออายุหรือไม่ เศรษฐกิจยูโรโซนยังย่ำแย่ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่เห็นการฟื้นตัวแม้จะผ่าน QE มาถึง 2 ครั้งแล้วก็ตาม จนทำให้ต้องเกิดตัวช่วย Operation Twist เข้ามาในช่วงปลายปี แต่วันนี้เศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มดูดีขึ้น ยุโรปเริ่มออกจากภาวะถดถอย (ปัญหาหนี้ยังอยู่) ญี่ปุ่นก็เริ่มเห็นผลของมาตรการกระตุ้น ส่วนเศรษฐกิจจีนก็น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว (แม้ระยะทางการฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลาก็ตาม) จึงเป็นที่มาของบทสรุปว่าแม้สหรัฐจะถูกปรับลดอันดับเครดิต ตลาดหุ้นก็ยังน่าจะปรับตัวขึ้นได้ในที่สุดอยู่ดี
มาถึงคำถามว่าซื้ออะไร กลุ่มที่น่าจะอินเทรนด์ในระยะนี้น่าจะเป็นกลุ่มธนาคาร เพราะปลายสัปดาห์นี้ (17–18 ต.ค.) ธนาคารจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 โดย KTB (น่าจะรายงานผลประกอบการช้าที่สุด) และ SCB เป็นธนาคารที่กำไรในไตรมาส 3 ดูโดดเด่นกว่าแบงก์อื่น แต่เนื่องจากกลุ่มแบงก์เป็นหุ้นขนาดใหญ่ อาจเผชิญแรงขายกดดันจากนักลงทุนต่างชาติ และเมื่อแบงก์ประกาศผลประกอบการแล้ว อาจเผชิญแรงขายประเภท Sell on fact อีก ทำให้การเก็งกำไรระยะสั้นทำได้ลำบากเพราะหมายถึงระยะสั้นจริงๆ (ไม่ถึงสัปดาห์) นักลงทุนจึงอาจเลือกกลุ่มอื่นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มท่องเที่ยว (โรงแรม สายการบินต้นทุนต่ำ สนามบิน) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ไตรมาส 3 เป็นฤดูกาลของการส่งออก)
อันที่จริงทั้งสี่กลุ่มที่กล่าวมาไม่เพียงแต่จะลงทุนระยะสั้น ลงทุนยาวไปถึงปีหน้าก็ยังได้เพราะแนวโน้มธุรกิจยังสดใส ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในปีหน้าน่าจะมีงานโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐมากกว่าปีนี้ที่แทบไม่มีงานขนาดใหญ่เลย ไม่ว่าร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะไปจบที่ชั้นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม โครงการที่มีความพร้อม เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเขียว สามารถดึงออกมาประมูลก่อนได้
ซึ่งล่าสุดความคืบหน้าของสายสีชมพู คือ ทางการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ส่งหนังสือรายละเอียดไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณและกระทรวงคมนาคม ให้ตรวจสอบก่อนนำเสนอ ครม.พิจารณาในลำดับถัดไป เมื่อมีโครงการขนาดใหญ่ก็ย่อมมีการขอสินเชื่อตามมา และเมื่อมีการก่อสร้างความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างก็จะตามมา
ขณะที่ในส่วนของภาคท่องเที่ยวนั้น ชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นสถานที่เป้าหมายในการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศถึงเกือบ 10% ของจีดีพี (GDP) และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความสำคัญมากขึ้นในอนาคต สำหรับการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้น กำลังจะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ในยุโรปที่แนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอีวี (EV) มากขึ้นจากปัจจุบันที่เป็นรถไฮบริด (Hybrid)







