
สมองไหลไปนอกทิ้งทรัพยากรเริ่มนับหนึ่ง
ผมไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Startup Nation ...ครับ!! ทันทีที่เห็นชื่อก็สนใจเลย เพราะมันโดนใจคนรุ่นใหม่ ...เด็กรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ฟันไม่ผุ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ คนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ...ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เขาจ้างบริษัททำวิจัย พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยคิดอย่างไรต่อการทำงานและการลงทุน ผลปรากฏว่า เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่อยากเป็น Entrepreneur คือ อยากเป็นผู้ประกอบการนั่นแหละ
ผมไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Startup Nation ...ครับ!! ทันทีที่เห็นชื่อก็สนใจเลย เพราะมันโดนใจคนรุ่นใหม่ ...เด็กรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ฟันไม่ผุ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ คนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ...ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เขาจ้างบริษัททำวิจัย พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยคิดอย่างไรต่อการทำงานและการลงทุน ผลปรากฏว่า เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่อยากเป็น Entrepreneur คือ อยากเป็นผู้ประกอบการนั่นแหละ
โอเค!! ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือ มันเป็นเรื่องของ อิสราเอล ...เดี๋ยว อย่าเพิ่งมองว่าน่าเบื่อ เพราะภาพของอิสราเอล เราจะนึกถึงภาพของสงครามและความขัดแย้ง แต่จริงๆ ภาพที่น่าสนใจที่หลายๆ คนไม่รู้ก็คือ อิสราเอลเป็นประเทศแห่งผู้ประกอบการ
งงไหมครับ ...ประเทศทะเลทรายแบบนั้นจะทำอะไรกิน ... ใช่ คุณคิดเหมือนผมเบื้องแรก
“มีแต่ทราย จะทำไรได้ฟระ!!”
แต่นั่นแหละ “จุดอ่อนก็คือจุดแข็ง” ในขณะที่ประเทศทะเลทรายอื่นๆ ขุดน้ำมันขายแล้วรวยจากทรัพยากร ที่เขาอ้างว่าเป็นขุมทรัพย์ของประเทศ ...แต่ถ้าเรามองเข้าไปลึกๆ มันไม่ใช่ของทั้งประเทศ แต่มันทำให้ชนชั้นปกครองรวย ...คิดง่ายๆ ว่า ใครที่คุมประเทศ คนนั้นก็ได้เงินทั้งหมดจากทรัพยากร แต่คนที่เหลือก็ “จน” แบบตามมีตามเกิด ...ใช่!! นี่คือปัญหาของประเทศที่มีทรัพยากรมากๆ “ผู้นำรวย ชาวบ้านซวย!!”
ในมุมของอิสราเอลมันตรงข้ามเลย เพราะแทบไม่มีทรัพยากร แถมเป็นประเทศทะเลทรายที่เกิดสงครามและความขัดแย้งตลอดเวลา ครั้นจะทำอะไรที่ลงทุนมากๆ ก็เสี่ยงต่อความเสียหาย ...ดังนั้นผู้ประกอบการของประเทศนี้จึงมุ่งไปที่การสร้างเงินจาก “สมอง”
คุณทราบไหมว่าในตลาดหุ้น Nasdaq (ตลาดรวมหุ้นไอทีและเทคโนโลยีของอเมริกา) อิสราเอลมีบริษัทที่เข้าไปจดทะเบียนใน Nasdaq กว่า 60 บริษัท และนั่นเป็นที่มาของ คนรุ่นใหม่ ที่เป็นเจ้าของกิจการเหล่านี้ ก็ขนเงินกลับประเทศ เพื่อไปลงทุนในคนรุ่นใหม่ ... จุดนี้ก็ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนใน Venture Capital ของอิสราเอลสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเทียบต่อหัวมันสูงกว่าประเทศอเมริกาเสียอีก
กลับมาที่โจทย์ “เปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง” ผมว่าเป็นประเด็นเด็ดที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
การที่ประเทศไม่มีทรัพยากร แถมไม่เอื้อต่อการเพาะปลูก ก็ทำให้อิสราเอลต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ มันทำให้ประเทศนี้ต้องกลายเป็นประเทศ International ต้องติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศ ...จากนั้นเรื่องที่ต้องคิดคือ เมื่อไม่มีทรัพยากร จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศ ...ก็เป็นที่มาที่บังคับให้คนอิสราเอลต้องเอาทรัพยากรที่มีค่าที่สุดนั้นมาคั้นให้เกิดมูลค่าสูงสุด นั่นก็คือ “ความรู้และสมอง”
นอกจากเรื่องความรู้แล้ว ผมว่าในเรื่องของ Spirit ที่คนอิสราเอลมีค่อนข้างสูง เพราะถ้าเป็นที่อื่น หากใครรวยในประเทศด้อยพัฒนา ก็จะขนเงินที่มีไปต่างประเทศ ...ยกตัวอย่าง ผู้นำทหารขายน้ำมันให้ต่างชาติ ...พอได้เงิน เขาก็จะฝากไว้ต่างประเทศ เพราะมันสามารถใช้จ่ายได้ง่าย ทั่วโลก ...แต่ในเคสของอิสราเอลต่างไป คือ คนที่สามารถสร้างบริษัทไอทีให้ใหญ่แล้วรวยจากการเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนขายหุ้นในตลาด Nasdaq ก็เอาเงินบางส่วนมาตั้ง Venture Capital แล้วทำการส่งเสริม ให้ทุน และให้ความรู้แก่เพื่อนชาวอิสราเอล
ใช่!! ดูแล้วมันเท่มาก ...ทำให้คิดเลยว่า บ้านเราถ้ามีคนรุ่นใหม่คนไหนสามารถปั้นบริษัทแบบ Facebook แล้วเอาบริษัทไปขายหุ้นในอเมริกาหรือฮ่องกง จากนั้นก็เอาส่วนหนึ่งของเงินที่ได้มาเปิด Venture Capital แล้วก็ให้ทุนกับคนไทยคนอื่นๆ ก็อาจจะช่วยให้ประเทศไทยเรากลายเป็น Asia StartUp Nation บ้างก็ได้
ฮ่า ฮ่า ฝันไปไกลเลย ...กลับมาที่ Reality ความจริงกันก่อน ...ความจริงอย่างแรกคือ ผมเชื่อว่าถ้าเทียบกับอิสราเอล เรามาถูกครึ่งทางแล้ว ...ใช่!! เรามาถูกในมุมของทรัพยากร เพราะเราไม่มี “ขายไปหมดแล้ว...ฮ่า ฮ่า” ดังนั้นเราเหลือแค่อีกครึ่งเดียว ก็คือ การสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการใช้ “ความรู้ เพื่อสร้างเงิน”
ต้องเริ่มจากการวางโจทย์ที่ “ความรู้และการตอบโอกาสในธุรกิจที่ไม่ได้เริ่มจากเงิน” ...คิดออกนอกจากร้านกาแฟบ้าง เราจะเริ่มเห็นว่า “เอาปัญญาแลกเงินมันมีโอกาสแบบไร้ขีดจำกัดขนาดไหน”







