
ภาระ"สมเจตน์"กับการสร้างแบงก์ธนชาต
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
ความพยายามสร้าง 3 เสาหลัก ได้แก่ การเป็นธนาคารที่มีบริการครบวงจร การผนึกกำลังของคนภายในองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียวและการปรับปรุงบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นภารกิจหลักที่ธนาคารธนชาตมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพื่อใช้ค้ำยันธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
ปัจจุบันแบงก์สีส้มแห่งนี้ได้ตอกเสาสำเร็จไปแล้วหนึ่งต้น คือ การยกระดับตัวเองเป็น Universal Banking ผ่านการควบรวมกิจการกับธนาคารนครหลวงไทย ซึ่งทำให้ธนาคารมีบริการที่ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่ย้อนไปเมื่อ 7 ปีก่อนธุรกิจของธนาคารแห่งนี้ยังมีเพียงสินเชื่อรถยนต์และเงินฝาก
สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า โจทย์สำคัญของธนาคารในปีหน้า คือ การสานต่อเสาที่เหลืออีก 2 ต้นให้แล้วเสร็จ ซึ่งหัวใจหลักจะอยู่ที่การลงทุนด้านระบบไอทีใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยพลิกโฉมธนาคารใน 23 ด้านหลัก คือ 1.ความเร็วในการอนุมัติสินเชื่อ 2.ระบบข้อมูลลูกค้าแก่พนักงานและ 3.ระบบการติดตามหนี้และคอลเซ็นเตอร์
หลังจากใช้เวลา 1824 เดือน สมเจตน์มั่นใจว่า ในปีหน้าเสาทั้ง 3 ของเราจะพร้อม ระบบไอทีน่าจะเสร็จไม่เกินไตรมาส 2 ซึ่งจะสร้างความแตกต่างแน่นอน เพราะปัจจุบันลูกค้าสินเชื่อบ้านจะรู้ผลอนุมัติเบื้องต้นภายใน 12 วัน สินเชื่อเอสเอ็มอีใช้เวลา 2 วัน เมื่อระบบไอทีพร้อมทุกอย่างจะเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันด้วยระบบข้อมูลใหม่พนักงานจะวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าเพื่อขายข้ามผลิตภัณฑ์ได้ดี
นอกจากนี้ ภายในครึ่งปีหลังของปี 2557 ธนาคารจะยังมีแผนจะเปิดตัวบริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ซึ่งเป็นการนำระบบของผู้ถือหุ้นต่างชาติอย่างโนวา สโกเทีย ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกเข้ามาใช้อีกด้วย
สมเจตน์ กล่าวว่า จากความพร้อมของ 3 เสาหลักที่จะเริ่มเป็นรูปธรรมในปีหน้า ทำให้กลยุทธ์การเติบโตของธนาคารจะมุ่งเน้นไปที่การกระจายสัดส่วนสินเชื่อให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นส่วนใหญ่หรือราว 55-56% ของฐานสินเชื่อรวม โดยเฉพาะการเติบโตในกลุ่มสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) ได้แก่ สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล สินเชื่อรถแลกเงินและสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ใช้วงเงินต่ำกว่า 10 ล้านบาท
“สินเชื่อเอสเอ็มอีจะเน้นไปที่กลุ่มไซส์ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์+12% ต่อปี โดยมีการแยกทีมออกมาดูแลต่างหากเพื่อเพิ่มความคล่องตัว ส่วนสินเชื่อรถยนต์จะเน้นไปที่สินเชื่อรถแลกเงินที่ให้คิดดอกเบี้ย 810% ต่อปี ขณะที่บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลก็จะให้ผลตอบแทน 20-28% ต่อปี” สมเจตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะยังคงให้ความสำคัญ กับการรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์อยู่ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ลูกค้าจะต้องอยู่กับธนาคารอย่างน้อย 45 ปี ซึ่งเป็นโอกาสในการขายข้ามผลิตภัณฑ์ ดังนั้นสัดส่วนสินเชื่อในช่วงปีหน้าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย โดยสินเชื่อบุคคลจะอยู่ที่ราว 65% ซึ่งจะเป็นสินเชื่อเช่าซื้อราว 55-56% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจจะคงสัดส่วนที่ราว 35% ของฐานสินเชื่อรวม
“ภาพรวมสินเชื่อของเราในปีหน้าน่าจะเติบโต ได้ราว 8-10% เมื่อประเมินจากการเติบโตของจีดีพีที่ 5% และเงินเฟ้อที่ 3% เงินฝากจะเติบโตในระดับที่สอดคล้องกัน แต่จะพยายามปรับโครงสร้างเงินฝากให้เป็นกระแสรายวันและออมทรัพย์มากขึ้นเพื่อบริหารต้นทุน ส่วนหนี้เสียได้ตั้งเป้าจะลดลงมาให้อยู่ในระดับ 4% หรือต่ำกว่าจากระดับ 4.55% ในปัจจุบัน” สมเจตน์ กล่าว
ปีหน้าฟ้าใหม่นี้จึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าก้าวย่างทางธุรกิจของธนาคารสีส้มแห่งนี้ ในวันที่แม่ทัพสมเจตน์ได้ตอกเสาเข็ม 3 ต้น ลงปักหลักอย่างมั่นคงแล้ว จะสามารถเป็นไปตามที่วาดฝันเอาไว้ได้หรือไม่







