
ธกส.ฟาดกำไร7.4พันล้าน
แบกนโยบายรัฐอื้อดันหนี้เน่าพุ่ง8%
ดึงพนง.200คนรับธนาคารชุมชนโพสต์ทูเดย์
— ธ.ก.ส.ฟันกำไรปี 2552 กว่า 7,440 ล้านบาท หลังเร่งปล่อยสินเชื่อใหม่ได้กว่า 4 แสนล้านบาท เกินเป้า 25%นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. ในปีบัญชี 2552 (1 เม.ย. 255231 มี.ค. 2553) ธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 4.04 แสนล้านบาท จากเป้าหมาย 3.23 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 25.14% ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 6.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 13.48% โดยจากสินเชื่อที่ขยายเพิ่มขึ้นมากส่งผลให้ธนาคารมีกำไร 7,440 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 530 ล้านบาท หรือ 7.66%
ทั้งนี้ ในปี 2552 มียอดหนี้ค้างชำระหรือเอ็นพีแอล จำนวน 3.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 8% ของสินเชื่อคงค้าง ลดลงจากสิ้นปีที่อยู่ที่ 8.02% มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ บีไอเอส ที่ 13.75% สูงกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 8.5% มีเงินฝากเพิ่มขึ้น 5.67 หมื่นล้านบาท มียอดเงินฝากรวมเป็นเงิน 6.42 แสนล้านบาท และมีหนี้สิน 6.91 แสนล้านบาท
สำหรับสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ แบ่งเป็นการจ่ายสินเชื่อตามปกติของ ธ.ก.ส. ให้กับเกษตรกรลูกค้า 1.99 แสนล้านบาท สถาบันเกษตรกร 4.6 หมื่นล้านบาท สินเชื่อสนับสนุนการสร้างงานในชนบท 5.51 หมื่นล้านบาท สินเชื่อเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน 2.46 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อสนับสนุนงานตามนโยบายรัฐบาล เช่น โครงการรับจำนำข้าวนาปรัง ช่วยเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ชาวไร้อ้อยผ่านกองทุนอ้อยและน้ำตาลเพื่อดูแลราคา จำนวน 7.84 หมื่นล้านบาท
นายลักษณ์ กล่าวว่า ธนาคารยังดำเนินภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการประกันรายได้เกษตรกรปีการผลิต 2552/2553 ใน 3 พืชหลัก คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ที่โอนเงินส่วนต่างไปให้เกษตรกรแล้ว 3.53 หมื่นล้านบาท โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ ที่โอนหนี้นอกระบบมาไว้ที่ ธ.ก.ส. แล้วจำนวน 1.53 หมื่นราย จำนวนเงิน 1,010 ล้านบาท โครงการฟื้นฟูและพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและยากจน และการจ่ายสินเชื่อโครงการ Fast track จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท
สำหรับปีบัญชี 2553 (31 มี.ค. 2553
–1 เม.ย. 2554) ธนาคารได้กำหนดเป้าหมายสินเชื่อใหม่ 4.2 แสนล้านบาท และกำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ ลดเอ็นพีแอลไม่เกิน 7.5% ตั้งเป้ารับฝากเงินเพิ่มอีก 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นจะดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลลูกค้ารายคน เพื่อใช้ในการบริหารงานสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพนายลักษณ์ กล่าวว่า ธนาคารจะเริ่มโครงการธนาคารชุมชน ที่เป็นโครงการต่อยอดจากการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบภายในเดือน พ.ค.นี้ โดยมีการวางระบบการให้สินเชื่อ ระบบไอที ระบบรายงานข้อมูลที่ครบถ้วนหมดแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนฝึกอบรมพนักงานกว่า 200 อัตรา
“
ธ.ก.ส.ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะใช้กลไกของธนาคารชุมชนมารองรับลูกหนี้นอกระบบที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อราย ซึ่งคาดว่าจะแปลงลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวเข้าระบบได้ทั้งหมดไม่เกินเดือน พ.ค.นี้ ส่วนรายที่เกิน 5 หมื่นบาทจะแก้ไขได้แล้วเสร็จไม่เกินเดือน ส.ค.” นายลักษณ์ กล่าวนอกจากนี้ ธนาคารได้เสนอเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อปรับเงื่อนไขโครงการประกันภัยพืชผลผู้ปลูกข้าวโพดให้จูงใจเกษตรกรมาร่วมโครงการเพิ่มขึ้นซึ่งปัจจุบันมีการเก็บเบี้ยประกันจากเกษตรกร 100 บาทต่อไร่ และกรณีที่พืชผลเสียหายจากภัยแล้ง จะได้รับชดเชยสูงสุดไร่ละ 1,200 บาท จึงอยากจะปรับวงเงินชดเชยเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 บาทต่อไร่ ซึ่งเท่ากับต้นทุนเพาะปลูกต่อไร่ของเกษตรกร แต่ก็จำเป้นต้องคิดเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นเป็น 200 ด้วย ซึ่งส่วนต่างเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นนี้ มีแนวคิดที่รัฐบาลจะเข้ามารับภาระแทนเกษตรกร ซึ่งอยู่ระหว่างหารือ และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้







