posttoday
สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสฟื้น

สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสฟื้น

14 ตุลาคม 2556

สัปดาห์นี้ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเดิมๆ ระหว่าง 31.10-31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากการตกลงเจรจางบประมาณและเพดานหนี้ของสหรัฐ ยังมีความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อต่อไปอีก ส่งผลให้นักลงทุนไม่กล้าสร้างโพสิชันใหม่ขึ้นในตลาดเกิดใหม่

สัปดาห์นี้ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเดิมๆ ระหว่าง 31.10-31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากการตกลงเจรจางบประมาณและเพดานหนี้ของสหรัฐ ยังมีความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อต่อไปอีก ส่งผลให้นักลงทุนไม่กล้าสร้างโพสิชันใหม่ขึ้นในตลาดเกิดใหม่

อย่างไรก็ดี ตลาดเริ่มมีความหวังหลังจากที่พรรครีพับลิกันได้ยื่นข้อเสนอการปรับเพิ่มเพดานหนี้ให้รัฐบาลสหรัฐสามารถกู้ยืมได้เท่าที่จำเป็นต่อการใช้จ่ายและชำระหนี้จนถึงวันที่ 22 พ.ย. ทำให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดคลี่คลายลง ผลักดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว

เรามองว่าทั้งสองขั้วในรัฐบาลสหรัฐน่าจะสามารถตกลงกันได้ทั้งในเรื่องงบประมาณรายจ่ายและเพดานหนี้ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลางกลับมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มร้อย รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเป็นปกติ เพื่อให้ตลาดสามารถประเมินสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายระบุว่า การปิดทำการของรัฐบาลจะส่งผลให้จีดีพีลดลงในอัตราที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ สัปดาห์

นอกจากนี้ การที่สหรัฐยังไม่ปรับเพดานหนี้ส่งผลให้นักลงทุนขายตั๋วเงินคลังออกมา และกดดันให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้สหรัฐจะไม่ได้เผชิญปัญหาด้านสภาพคล่องดังเช่น หลายประเทศในยูโรโซนในปี 20112012ก็ตาม แต่ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ยังคงมีอยู่เนื่องจากปมความขัดแย้งทางการเมืองของสหรัฐที่หยั่งรากฝังลึกทำให้คาดเดาบทสรุปได้ยาก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการบริหารเงินหมุนเวียนของรัฐบาลสหรัฐ หากการตัดสินใจล่าช้าออกไป

ทั้งนี้ หากทุกอย่างจบลงด้วยดี เราน่าจะเห็นนักลงทุนขายสินทรัพย์ปลอดภัยทิ้ง ซึ่งรวมถึง เงินเหรียญสหรัฐ เงินเยน ฟรังก์สวิส และพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี เป็นต้น

ปัจจัยอื่นๆ ที่เราต้องติดตามคือ ผลการประชุมนโยบายการเงินของไทย รายงานจีดีพีในไตรมาส 3 และตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.ย.ของจีน ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนในยูโรโซนและเยอรมนี การประกาศตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐและรายงานเศรษฐกิจสมุดปกสีเบจของเฟด

สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยเป็นจำนวนสุทธิ 1,700 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรประมาณ 1,100 ล้านบาท โดยภาวะการชะงักงันของรัฐบาลสหรัฐในเรื่องการเจรจาเพดานหนี้ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรมีการเคลื่อนไหวน้อย และนักลงทุนยังคงเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนอายุ 10 ปี ปรับขึ้น 0.03% มาอยู่ที่ 3.91%

ค่าเงินบาทเปิดที่ระดับ 31.29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และปรับอ่อนค่าไปที่ระดับ 31.54 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ระหว่างสัปดาห์ ก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ระดับ 31.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ จากเรื่องปัญหาหนี้ของสหรัฐและการที่ธนาคารโลกได้ปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงสู่ 4.0% จาก 5.3% ที่สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมีความเห็นที่ใกล้เคียงกันคือ น่าจะมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงปลายปีนี้ในปริมาณ 0.5-1.0 แสนล้านบาท

ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ1.3524 ก่อนที่จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1.3485-1.3607 เงินยูโรปรับขึ้นลงสลับกันไปในแต่ละวัน โดยปัจจัยที่หนุนค่าเงินยูโร ได้แก่ การที่ตลาดยังไม่เห็นวี่แววว่ารัฐบาลสหรัฐจะหาข้อสรุปเรื่องงบประมาณและเพดานหนี้ได้ วันศุกร์ค่าเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.3568

ค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ97.42 ก่อนปรับตัวไปทดสอบระดับแข็งค่าสุดในรอบสองเดือนที่ 96.55 ในช่วงวันอังคารแต่แรงซื้อยังมีเพียงพอที่จะผ่านแนวต้านนี้ไปได้ จึงส่งผลให้เงินเยนกลับมาอ่อนค่าลงไปสู่ระดับ 98.23 ณ วันศุกร์

รายงานการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นรายสัปดาห์เผยให้เห็นการขายพันธบัตรต่างประเทศสุทธิในระดับที่สูงสุดตั้งแต่ปี 2001 ที่ระดับ 2.3หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงต่อไป ตลาดยังคงจับตามองนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น โดยผู้ว่าการฯ กล่าวว่า จะทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินฝืด แต่เตือนว่ายังเร็วไปที่จะคาดการณ์เกี่ยวกับการเพิ่มระดับการผ่อนคลายทางการเงิน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน