
การสังเกตการณ์ตอบสนองต่อข่าว
นักลงทุนที่เป็นมือใหม่ในการเข้ามาลงทุน คงเคยได้ยินคำว่า “ขายเมื่อมีข่าวดี” ซื้อเมื่อมีข่าวร้ายอธิบายความง่ายๆ ก็คือ การขายเมื่อมีข่าวดี เหตุผลก็คือ เมื่อมีปัจจัยบวกทำให้ราคาหุ้นขึ้นแล้วก็คาดว่า ไม่มีปัจจัยอะไรที่ทำให้ราคาขึ้นสูงกว่านี้ หรือการเข้าซื้อเมื่อราคาตลาดตอบสนองปัจจัยลบไปแล้วก็คาดว่า หลังจากนั้นเมื่อปัจจัยลบสิ้นสุดก็จะมีการฟื้นตัวของราคาหุ้น เป็นต้น
นักลงทุนที่เป็นมือใหม่ในการเข้ามาลงทุน คงเคยได้ยินคำว่า “ขายเมื่อมีข่าวดี” ซื้อเมื่อมีข่าวร้ายอธิบายความง่ายๆ ก็คือ การขายเมื่อมีข่าวดี เหตุผลก็คือ เมื่อมีปัจจัยบวกทำให้ราคาหุ้นขึ้นแล้วก็คาดว่า ไม่มีปัจจัยอะไรที่ทำให้ราคาขึ้นสูงกว่านี้ หรือการเข้าซื้อเมื่อราคาตลาดตอบสนองปัจจัยลบไปแล้วก็คาดว่า หลังจากนั้นเมื่อปัจจัยลบสิ้นสุดก็จะมีการฟื้นตัวของราคาหุ้น เป็นต้น
สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก็คือ การคาดการณ์ภาวะตลาดหุ้นในปัจจุบัน กรณีเรามองข่าวเฉพาะช่วงสั้นๆ ไม่มีการคาดการณ์เราก็จะตกในภาวะยึดติดกับข่าวรายวัน
ความผันผวนก็จะเกิดขึ้นตลอดวันที่มีข่าวดี หุ้นก็ขึ้นว่าที่มีข่าวลบหุ้นก็ลง แต่สิ่งที่ต้องมองก็คือ มองไปข้างหน้าคือ เราควรมองไปแล้วว่า ณ วันที่ 17 ต.ค. เป็นอย่างช้า จะเกิดอะไรขึ้นกับสหรัฐและตั้งเป็นสมมติฐานความน่าจะเป็น โดยอาจจะให้น้ำหนักเป็นค่าเฉลี่ยก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น กรณีมองทุกอย่างเป็นด้านบวกคือ ขยายเพดานหนี้ได้, งบประมาณผ่าน น้ำหนัก 60% ผลต่อตลาดหุ้นอาจจะไม่มาก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่คิดไว้อยู่แล้วอาจจะทำให้ตลาดหุ้นขึ้นได้ 2040 จุด จากปัจจุบัน, ปานกลาง คือ อาจจะขยายเพดานหนี้และงบประมาณได้แบบมีเงื่อนไข น้ำหนัก 35% อาจจะทำให้ตลาดหุ้นขึ้นได้ 1030 จุด และแง่ร้ายคือ มีปัญหาไม่ว่าด้านเพดานหนี้หรืองบประมาณ น้ำหนัก 5% แต่อาจจะทำให้หุ้นตกได้ 60100 จุด เป็นต้น เพราะฉะนั้นการประเมินทิศทางดังกล่าวแม้ไม่สามารถฟันธงได้
แต่ก็สามารถคาดการณ์ได้และได้ประโยชน์ในการลงทุน ซึ่งก็หมายถึงเราสามารถมองได้ว่าจะสร้างกลยุทธ์พอร์ตอย่างไร โดยจากตัวอย่างดังกล่าวเราน่าจะประเมินได้ว่า แม้น้ำหนักส่วนใหญ่ 60% น่าจะเป็นปัจจัยบวกคือ งบประมาณและเพดานหนี้ไม่มีปัญหา แต่ผลตอบแทนที่ได้รับน่าจะมีเพียง 1030 จุด การสร้างกลยุทธ์ในพอร์ตระยะสั้นจึงต้องเน้นการลงทุนเป็นรายตัวที่มีแนวโน้มขึ้นมากกว่าตลาด และหยุดการขาดทุนทันที เมื่อสิ่งที่คาดการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด เพราะกรณีเกิดเหตุการณ์ในแง่ร้ายการลงของตลาดจะมากที่สุด
ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 ที่กำลังทยอยประกาศในสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป เริ่มจากหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินก่อนและตามด้วยกลุ่มอื่นๆ คาดว่าผลประกอบการไม่น่าจูงใจนัก สังเกตในภาพรวมที่นักวิเคราะห์โดยส่วนใหญ่มีการปรับประมาณการลง เมื่อเทียบกับของเดิม และน้อยลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยการเริ่มต้นของการประกาศของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์คาดว่า ผลประกอบการอาจจะดีเมื่อเทียบไตรมาส 3 ปีนี้กับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว โดยตัวเลขอาจจะออกมาในระดับ 15% บวกลบ แต่เมื่อมาเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา พบว่าจะไม่โตขึ้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกรณีใกล้เคียงกับความเป็นจริงจะเป็นการสะท้อนภาพรวมของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลัง ที่น่าจะมีลักษณะที่คล้ายกันก็คือ ไม่โตขึ้นเมื่อเทียบครึ่งปีแรก และเมื่อกลับมาคิดในแง่ความเป็นจริงก็มีเหตุผล เพราะการที่ธนาคารพาณิชย์ผลประกอบการไม่ดีขึ้นก็อาจจะตีความว่า รายได้จากดอกเบี้ยไม่เพิ่ม ซึ่งก็มาจากตัวเลขสินเชื่อที่ไม่เพิ่มขึ้นก็น่าจะมองได้ว่า ภาคธุรกิจคิดในเชิงขยายงานน้อยลง ซึ่งสะท้อนได้หมดไม่ว่าในแง่รายได้, กำลังซื้อ หรือยอดขาย เป็นต้น







