
เบล็สแอสเสทผุดทาวน์เฮาส์ชนคอนโด
เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป แตกธุรกิจลุยอสังหาฯ ผุดทาวน์เฮาส์ใกล้เมืองแข่งคอนโด
เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป แตกธุรกิจลุยอสังหาฯ ผุดทาวน์เฮาส์ใกล้เมืองแข่งคอนโด
น.ส.สมจิต นรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากบริษัททำธุรกิจรับเหมามาตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันมีความพร้อมที่จะขยายธุรกิจไปพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว เน้นตลาดทาวน์เฮาส์ใกล้เมืองเป็นหลัก ระดับราคาตั้งแต่เริ่มต้น 2 ล้านบาท จนถึงกลุ่มบ้านระดับบนราคาไม่ต่ำกว่า78 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ปีละ 12 โครงการ เฉลี่ยโครงการละ 200500 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาโครงการแรกไปแล้วในทำเลรามอินทรา ภายใต้ชื่อ “เบล็ส วิลล์” จำนวน 117 ยูนิต ราคาประมาณ 2 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 220 ล้านบาท ปัจจุบันใกล้ปิดการขายแล้ว และเตรียมขยายตลาดบ้านระดับบน ภายใต้ชื่อ“เบล็ส ทาวน์ สุขุมวิท 50” หรือย่านอ่อนนุช จำนวน 56 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 7.99 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดขายเร็วๆ นี้
สำหรับในปีหน้าจะมีการเปิดตัวโครงการทาวน์เฮาส์ใกล้เมืองอีก 2 โครงการ เบื้องต้นจะมีโครงการที่ย่านรามอินทรา ฝั่งมีนบุรีอีก 1 แห่ง บนพื้นที่ 20 ไร่ ประมาณ 200 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท และอีก 1 โครงการย่านพัฒนาการ โดยปัจจัยที่บริษัทเน้นหนักที่ตลาดทาวน์เฮาส์ เนื่องจากมีอุปทานน้อยเพราะผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ จะทำตลาดคอนโดมิเนียมเป็นหลัก จึงถือเป็นช่องว่างในการเจาะตลาดบ้านแนวราบ
“ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เฉพาะบริเวณใกล้รถไฟฟ้าย่านสุขุมวิทตั้งแต่นานาถึงอ่อนนุช มีอุปทานคอนโดมิเนียมเปิดใหม่มากถึง 4,500 ยูนิต กระจุกตัวอยู่บริเวณอ่อนนุชมากที่สุด ส่วนอุปทานทาวน์เฮาส์เปิดใหม่มีเพียง 2 โครงการ 120 ยูนิตเท่านั้น และราคาคอนโดมิเนียมในบริเวณนี้ก็ค่อนข้างสูง จึงมองว่าทาวน์เฮาส์ 78 ล้านบาท จะสามารถแข่งกับคอนโดมิเนียมราคา 10 ล้านบาทได้” น.ส.สมจิต กล่าว
ขณะที่ภาพรวมตลาดทาวน์เฮาส์ ยังมีความต้องการที่ดีต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ ทาวน์เฮาส์ในเมืองที่ปัจจุบันราคาประมาณ 10 ล้านบาท ยังมียอดขายที่ดี แต่ถ้าเกินกว่า 10 ล้านบาท จะต้องพิจารณาเป็นทำเล ถ้าไม่ใช่ทำเลที่ดีจริงๆ ยอดขายจะเริ่มทรงตัว อีกกลุ่มจะเป็นทาวน์เฮาส์นอกเมือง ถ้าเป็นระดับราคา 2 ล้านบาท ยังไปได้ แต่หากเกินกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป ยอดขายจะเริ่มนิ่ง
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายรายได้ปีนี้บริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 300400 ล้านบาท โดยนับจากนี้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่ 60% ส่วนธุรกิจรับเหมาจะอยู่ที่ 40%







