
ภารกิจของคนเล็กๆเชื่อมบ้านหลังใหญ่ "อาเซียน"
ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐหรือภาคธุรกิจ
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐหรือภาคธุรกิจ แต่ยังต้องมาจากประชาชนที่มีส่วนร่วมสร้างบ้านหลังใหญ่
ที่ผ่านมา มีคนเล็กๆ ในอาเซียนจำนวนไม่น้อย ที่มีบทบาทเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้คนในภูมิภาคผ่านมิติต่างๆ แม้ภารกิจเหล่านั้นจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่มากด้วยความหมายและคุณค่าระหว่างเพื่อนบ้านทั้ง 10 ชาติ
งานเสวนา “ชีวิตสะท้อนชีวิต” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลศิลปวัฒนธรรมอาเซียน กรุงเทพฯ นำเสนอแง่มุมของคนเล็กๆ ในอาเซียนที่มาใช้ชีวิตในเมืองไทย ด้วยจุดประสงค์แตกต่างกัน และมีบทบาทขับเคลื่อนอาเซียนผ่านสิ่งละอันพันละน้อยที่ทำอยู่
เริ่มจาก “คะคะไหล่” สาวชาวพม่าจากเมืองมะริดที่ตามพ่อแม่มาทำงานที่ จ.ระนอง ตั้งแต่เด็ก และย้ายมาเป็นสาวโรงงานที่ จ.สมุทรสาคร ปัจจุบันเป็นพนักงานสาธารณสุขต่างด้าว ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาให้กับแรงงานพม่าที่มีจำนวนมากในสมุทรสาคร เพราะอยากให้แรงงานพม่ามีความรู้เรื่องสุขภาพ เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของไทยในการดูแลเรื่องนี้
เธอเล่าว่า แรงงานพม่าไม่มีความรู้เรื่องสุขภาพ และไม่รู้จักการวางแผนครอบครัว เมื่อเข้ามาทำงานในไทยก็มีแฟนและมีลูกหัวปีท้ายปี ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป การงานเสียหาย ผู้ชายทำงานคนเดียว ส่วนผู้หญิงก็เลี้ยงลูกในห้องแถวแคบๆ แทบไม่เหลือเงินส่งกลับบ้าน
“ทำงานนี้เพราะอยากช่วยคนพม่าให้มีความรู้ด้านสาธารณสุข และรู้จักวางแผนครอบครัว ซึ่งก็เท่ากับช่วยคนไทยด้วย เพราะหากแรงงานพม่ามีความรู้เรื่องสุขภาพมากขึ้น ก็จะรู้จักป้องกันไม่ให้ป่วย คนไทยก็ไม่ติดโรค และไม่ต้องแบกภาระมากเหมือนที่เป็นอยู่”
คะคะไหล่ ทิ้งแง่มุมชวนคิดว่า อยากให้เข้าใจว่าคนพม่าไม่มีที่ไป และการเข้ามาทำงานในเมืองไทยง่ายกว่าไปที่อื่น ไม่ใช่คนพม่าอยากจะยึดสมุทรสาครเหมือนที่คนไทยพูดๆ กัน แต่ในอนาคตเมื่อมีการลงทุนในประเทศพม่ามากขึ้น แรงงานพม่าส่วนหนึ่งก็คงเริ่มกลับบ้าน เพราะอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่บ้าน
แดเนียล รอห์ เดียร์ ซารากิห์ ชาวอินโดนีเซียที่เกิดและเติบโตที่เมืองไทยจนถึงอายุ 18 ปี และกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง โดยทำงานกับบริษัท บ้านปู ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมองค์กรและการจัดการความรู้ มองว่าทุกวันนี้บริษัทชั้นนำของไทยไปลงทุนในประเทศแถบอาเซียนมากขึ้น รวมถึงอินโดนีเซียที่ยังมีโอกาสมหาศาล บริษัทจึงต้องการคนท้องถิ่นมาช่วยให้ธุรกิจมีความเข้าใจและกลมกลืนในสังคมนั้นๆ อีกทั้งมีกรอบความคิดที่เป็นสากลมากขึ้น
“หวังว่าความเข้าใจ 2 วัฒนธรรมที่แตกต่างกันจะมีส่วนช่วยในการอยู่ร่วมกัน เพื่อนๆ ชาวอินโดนีเซียที่เป็นมุสลิมอาจต้องปรับตัวรับกับความสับสนทางวัฒนธรรม (Culture Shock) บ้าง เช่น เรื่องอาหารที่เมืองไทยมีเมนูที่ทำจากเนื้อหมูเยอะ หรือการแต่งกายที่คนมุสลิมจะมิดชิดกว่า แต่ก็ไม่ยากเกินไป และคนไทยน่าประทับใจเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนและเคารพผู้ใหญ่”
นอกจากนี้ อินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรค่อนข้างมาก เพราะในปี 2573 จะมีความต้องการแรงงานมีทักษะมากถึง 113 คน โดยออกแบบการศึกษาให้เน้นทักษะด้านนวัตกรรมและคิดนอกกรอบ ซึ่งการพัฒนาด้านการศึกษาให้มีมาตรฐานที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ประเทศอาเซียนที่พัฒนามากแล้วควรสนับสนุนประเทศที่ยังตามหลัง เพื่อให้สามารถก้าวไปพร้อมๆ กันได้
ด้าน คริสตินา ดาเนียล นาคาริโอ ชาวฟิลิปปินส์ที่ร่วมงานกับโรงพยาบาลพญาไท 1 บอกว่า ขณะนี้ทำหน้าที่ดูแลคนไข้ชาวต่างชาติ โดยเข้ามาทำงานในไทยตั้งแต่เมื่อ 10 เดือนก่อน รู้สึกเหมือนเป็นบ้านของตัวเอง คนรอบข้างก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน เพราะคนไทยและฟิลิปปินส์มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่างการปรับตัวก็ไม่ยาก เพราะชื่นชอบคนไทยและอาหารไทยอยู่แล้ว อยู่เมืองไทยมีความสุข และได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้เข้าใจกันมากขึ้น
เธอบอกว่า ฟิลิปปินส์ส่งออกแรงงานไปต่างประเทศมาก รวมถึงอาชีพพยาบาล เพราะได้รับอิทธิพลจากเจ้าอาณานิคมอย่างสเปนและสหรัฐ ทำให้มีแรงกระตุ้นให้ออกไปทำงานในต่างประเทศ รวมถึงมีมาตรฐานและแนวทางการทำงานแบบตะวันตก ซึ่งมีความเป็นสากลมาก







