
บสย.เดินหน้าค้ำกู้ไม่ยั้งตั้งเป้าปีนี้กำไร200ล้าน
บสย.เดินเครื่องค้ำรายย่อย เน้นพ่อค้า แม่ค้า โอท็อปและวิสาหกิจชุมชน
บสย.เดินเครื่องค้ำรายย่อย เน้นพ่อค้า แม่ค้า โอท็อปและวิสาหกิจชุมชน
นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.เสนอโครงการสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว มีวงเงินค้ำประกัน 1.5 หมื่นล้านบาท แยกเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการขนาดย่อย (ไมโคร) วงเงิน 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็กให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ราว 5 หมื่นราย มีเงื่อนไขการค้ำประกันรายละไม่เกิน 2 แสนบาท อายุการค้ำประกัน 510 ปี คิดค่าธรรมเนียมราว 13 % เนื่องจากกลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยค่าธรรมเนียมประมาณ 20% คิดเป็นวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท
รวมทั้งมีโครงการค้ำประกันสินเชื่อโอท็อปและวิสาหกิจชุมชน มีวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 1.5% มีระยะเวลาการค้ำประกัน 7 ปี โดย บสย.จะรับผิดชอบในการจ่ายประกันชดเชย 25% และรัฐบาลอีก 14.5% หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 1,450 ล้านบาท
นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการปรับแก้เงื่อนไขการค้ำประกันสินเชื่อสตาร์ต อัพ (StartUp) ที่มีวงเงินดำเนินการ 1 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 สามารถค้ำประกันสินเชื่อได้เพียง 200 ล้านบาทเท่านั้น
นายวิเชษฐ กล่าวต่อว่า ในปี 2556 บสย.คาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินการ 200 กว่าล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่กำไร 300 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ สามารถค้ำประกันสินเชื่อใหม่ไปแล้ว 5.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจนถึงสิ้นปีจะเป็นไปตามเป้าที่ 8.4 หมื่นล้านบาท
บสย.ได้จ่ายเงินประกันชดเชยไปแล้ว ทั้งสิ้น 2,200 ล้านบาท จากวงเงินค้ำประกันสินเชื่อรวมที่ 2.3 แสนล้านบาท และคาดว่าจนถึงสิ้นปีจะมีหนี้เสีย อยู่ที่ 4% อย่างไรก็ดี บสย.ยังได้ดำเนินโครงการค้ำประกันสินเชื่อพีจีเอส ระยะที่ 5 วงเงิน 2.4 แสนล้านบาทสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วไป โดยมีวงเงินค้ำประกันสินเชื่อรายละไม่เกิน 40 ล้านบาท และคิดอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันที่ 1.75% ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการค้ำประกันสินเชื่อไปแล้วทั้งสิ้น 4.5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจนถึงวันสิ้นสุดโครงการในปี 2558 น่าจะมีผู้ใช้บริการเต็มวงเงิน
ขณะที่โครงการค้ำประกันสินเชื่อรายสถาบัน วงเงินดำเนินการ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยมีวงเงินค้ำประกันรายละไม่เกิน 40 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน 1.75% มีการค้ำประกันสินเชื่อไปแล้วทั้งสิ้น 1.2 หมื่นล้านบาท และยังเหลือวงเงินดำเนินการอีก 3 พันล้านบาท และโครงการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) วงเงินค้ำประกัน 6,000 ล้านบาทด้วย







