
ธุรกิจรองเท้าไทยถึงยุคของการวางตำแหน่งใหม่ (ตอนจบ)
ธุรกิจรองเท้าไทยถึงยุคของการวางตำแหน่งใหม่ (ตอนจบ)ในขณะที่ในตลาดล่าง (Mass Production) จะมีจีนเป็นผู้ผลิตเครื่องหนังรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะรองเท้าและกระเป๋า โดยผลิตให้กับประเทศที่มีตราสินค้าชั้นนำแถบยุโรป เน้นการผลิตจำนวนมากในรองเท้าและกระเป๋าคุณภาพปานกลางค่อนข้างต่ำ โดยมีศักยภาพด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย
ธุรกิจรองเท้าไทยถึงยุคของการวางตำแหน่งใหม่ (ตอนจบ)ในขณะที่ในตลาดล่าง (Mass Production) จะมีจีนเป็นผู้ผลิตเครื่องหนังรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะรองเท้าและกระเป๋า โดยผลิตให้กับประเทศที่มีตราสินค้าชั้นนำแถบยุโรป เน้นการผลิตจำนวนมากในรองเท้าและกระเป๋าคุณภาพปานกลางค่อนข้างต่ำ โดยมีศักยภาพด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย
นอกจากนี้ ในตลาดล่างยังพบว่าปัจจุบันผู้ประกอบการจากเวียดนามเริ่มพัฒนาศักยภาพขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญอีกประเทศหนึ่ง
การสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมรองเท้าไทยมีมาอย่างต่อเนื่อง ดูได้จากอัตราการเติบโตของการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นถึง 550% ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ (2544-2554)
ทั้งนี้ ในปี 2554 ไทยนำเข้ารองเท้าจากจีนมากที่สุด โดยมีมูลค่า 198.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสัดส่วนเกือบ 70% ของการนำเข้ารองเท้า รองลงมาคือ เวียดนาม มีมูลค่า 21.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสัดส่วน 7.4% อันดับที่ 3 คือ อิตาลี มีมูลค่า 14.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสัดส่วน 5%
ในขณะที่การส่งออกเติบโตเพียง 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ถดถอยของไทยในการขยายตลาดส่งออก แต่ประเทศคู่แข่งกลับมีศักยภาพที่สูงขึ้นในการเข้าแย่งชิงตลาดภายในประเทศ
ดังนั้น จะเห็นว่าประเทศไทยไม่ควรอย่างยิ่งที่จะวางตำแหน่งศักยภาพของการผลิตรองเท้าโดยใช้กลยุทธ์ Low Cost Strategy เพราะสู้จีนและเวียดนามไม่ได้
ขณะที่การจะพัฒนาไปวางตำแหน่งเป็น Product Differentiation Strategy แบบฝรั่งเศสและอิตาลี ก็คงจะใช้เวลาอีกนาน
แต่หากเราหันกลับมามองจุดแข็งของตัวเองที่ผู้ผลิตไทยนั้นได้ชื่อว่ามีความประณีตในสินค้าคุณภาพระดับกลางค่อนไปทางบนได้ดีที่สุด
ดังนั้น ตรงจุดนี้น่าจะเป็นจุดเด่นที่สำคัญ (Uniqueness) นั่นก็คือ การวางตำแหน่งเป็นผู้ผลิตคุณภาพระดับใกล้เคียงแบรนด์เนม ในขณะที่ราคาสินค้าอยู่ในระดับหน้าโรงงาน
อย่างไรก็ตาม การจะมุ่งไปสู่จุดนี้จะต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาแบรนด์สินค้าให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะตำแหน่งของสินค้าในตลาดบนและตลาดล่างเต็มไปด้วยคู่แข่ง
ที่สำคัญคือ ก้อนเค้กตลาดตรงกลางที่ลูกค้ามีอำนาจในการซื้อ (Willingness to Pay) สูง แต่กำลังมองหาสินค้าคุณภาพระดับใกล้เคียงกับสินค้าแบรนด์เนมในราคาที่จับจ่ายใช้สอยได้(Affordability) ณ จุดนี้ ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของตลาดที่ชัดเจน จึงถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการรองเท้าไทยที่น่าจะเข้าไปยึดครองตลาดได้







