
ทันสถานการณ์
เอกชนชงตั้งกองทุนซื้อยาง
เอกชนชงตั้งกองทุนซื้อยาง
นายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง (อสย.) กล่าวว่า เอกชนได้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) พิจารณาตั้งกองทุนตลาดซื้อขายยางพาราจริง (อีทีเอฟ) ในรูปแบบที่ต่างจากตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า(เอเฟท) โดยให้มีกองทุนขึ้นมารับซื้อยางพาราจากเกษตรกรและออกใบประทวน เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้ามาเสนอซื้อและขายยางจริงได้ตามกลไกตลาด
ทั้งนี้ การตั้งราคารับซื้อของอีทีเอฟจะเป็นการซื้อที่เข้ามากระตุ้นราคาในกลไกตลาดได้ โดยผู้ที่ซื้อใบประทวนจะมีรายได้จากส่วนต่างของราคายางในใบประทวนกับราคาที่มีการเสนอซื้อยางเข้ามา โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะประธาน มอบหมายให้สภาเกษตรกรร่วมมือกับภาคเอกชนหรือสมาคมยางพาราไทยศึกษารายละเอียดและนำกลับมาเสนอ กนย.อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม หากกองทุนนี้เกิดจริง ต่อไปกองทุนจะเป็นเอเยนต์ในการซื้อขายยางจริงทั้งหมด ทั้งการกำหนดราคา การจัดหาที่เก็บ โดยภาครัฐไม่ต้องหาโกดังเก็บยางอีก และหากจะมีการแทรกแซงราคาก็จะสามารถใช้ตลาดนี้ซื้อนำราคายางได้
เอเปกวอนลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อม
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จะนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปกระหว่างวันที่ 4-5 ต.ค. 2556 ที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยการประชุมครั้งนี้เอเปกจะให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีการค้าการลงทุน โดยเฉพาะการลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อมของเอเปกจำนวน 54 รายการ ที่จะให้มีอัตราภาษีเหลือไม่เกิน 5% ในปี 2558 เพื่อให้เอเปกเป็นผู้นำในการรักษาสิ่งแวดล้อมโลกและแก้ปัญหาโลกร้อน
การลดภาษีครั้งนี้ไทยจะได้ประโยชน์จากการนำเข้า เพราะสินค้าบางรายการไม่มีผลิตในประเทศ เนื่องจากเทคโนโลยีสูงและยังทำให้ได้ใช้สินค้าราคาถูกลง มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านการจัดการน้ำเสีย การจัดการขยะ เป็นต้น
ชี้ราคา 4 สินค้าเกษตรส่อเค้าตกต่ำ
นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สินค้าเกษตร 4 ชนิด ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มว่าราคาจะตกต่ำช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้มีเกษตรกรเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงราคา โดยเชื่อว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการด้านอุดหนุนปัจจัยการผลิตแทนการแทรกแซงที่จะทำให้กลไกราคาบิดเบือน
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญคือต้นทุนสินค้าเกษตรที่แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะปุ๋ยและค่าแรง ทำให้สินค้าเกษตรไทยทั้ง 4 ชนิด ราคาแพง ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ทำให้ยอดความต้องการใช้ลดลง
ด้านผลผลิตยางพารา คาดว่าผลผลิตของโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 15% จากผลผลิตยางทั้งโลก 11 ล้านตัน ส่วนหนึ่งมาจากผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบต่อราคายางในตลาดโลก ขณะที่ปริมาณยางในไทยจะเพิ่มอีก 15% จาก 3.6 ล้านตันในปัจจุบัน โดยคาดว่าราคายางในไตรมาสสุดท้ายจะไม่ขึ้นไปเกิน 100 บาทต่อ กก. แต่อาจจะเพิ่มขึ้นจากราคาปัจจุบันที่ 75 บาทต่อ กก. อีกประมาณ 57% สำหรับปาล์มราคาตกลงไปต่ำกว่า 4 บาทต่อ กก. จากผลผลิตที่คาดว่าทั้งปีจะออกประมาณ 11.3 ล้านตัน







