
ยุคหนี้สูง...ดอกเบี้ยโหด
เศรษฐกิจรอบทิศสัปดาห์นี้ขอพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจของชาวบ้านบ้าง หลังจากที่ผ่านมาคุยกันแต่เรื่องเศรษฐกิจโลก คิวอี เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ถ้าถามว่าปัญหาใหญ่ของชาวบ้านหรือประชาชนส่วนใหญ่ รวมไปถึง SMEs ขณะนี้คืออะไร คำตอบน่าจะคล้ายๆ กัน คือ รายรับไม่พอกับรายจ่าย ทั้งที่การปรับค่าจ้างและนโยบายอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะทำให้รายได้โดยรวมของประชาชนสูงขึ้น แต่เอาเข้าจริงแล้ว ราคาสินค้าที่จำเป็นก็พุ่งพรวด บวกกับเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลต่อกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. อยู่ที่ร้อยละ 64.56 ลดลงร้อยละ 4.92 จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้โรงงานส่วนใหญ่ลดกำลังการผลิต จ้างคนน้อยลง ลดโอที หรือไม่มีโอทีเลย ขณะที่รายได้ภาคเกษตรโดยรวมก็ลดลงร้อยละ 10 ทำให้ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เห็นได้จากตัวเลขการบริโภคที่ผ่านมา ชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 2.6 จากปีที่แล้วขยายตัวเฉลี่ยได้ร้อยละ 5.6
เศรษฐกิจรอบทิศสัปดาห์นี้ขอพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจของชาวบ้านบ้าง หลังจากที่ผ่านมาคุยกันแต่เรื่องเศรษฐกิจโลก คิวอี เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ถ้าถามว่าปัญหาใหญ่ของชาวบ้านหรือประชาชนส่วนใหญ่ รวมไปถึง SMEs ขณะนี้คืออะไร คำตอบน่าจะคล้ายๆ กัน คือ รายรับไม่พอกับรายจ่าย ทั้งที่การปรับค่าจ้างและนโยบายอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะทำให้รายได้โดยรวมของประชาชนสูงขึ้น แต่เอาเข้าจริงแล้ว ราคาสินค้าที่จำเป็นก็พุ่งพรวด บวกกับเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลต่อกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. อยู่ที่ร้อยละ 64.56 ลดลงร้อยละ 4.92 จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้โรงงานส่วนใหญ่ลดกำลังการผลิต จ้างคนน้อยลง ลดโอที หรือไม่มีโอทีเลย ขณะที่รายได้ภาคเกษตรโดยรวมก็ลดลงร้อยละ 10 ทำให้ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เห็นได้จากตัวเลขการบริโภคที่ผ่านมา ชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 2.6 จากปีที่แล้วขยายตัวเฉลี่ยได้ร้อยละ 5.6
สิ่งที่ตามมากับรายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็คือหนี้สินชาวบ้าน หรือหนี้สินครัวเรือน มีอัตราที่สูงขึ้น จากปีที่แล้วประมาณร้อยละ 14-15 จากตัวเลขของ ธปท. หนี้สินครัวเรือนทั้งระบบมีประมาณ 9 ล้านล้านบาท แต่เมื่อหักหนี้ที่กู้ไปใช้ในธุรกิจจะเหลือประมาณ 7.53 ล้านล้านบาท โดยพบว่ากว่า 56 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อจากรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนหนี้จากบัตรเครดิตซึ่งเป็นหนี้ของผู้มีรายได้ประจำ ส่วนใหญ่เป็นพนักงาน ลูกจ้าง และข้าราชการ มีตัวเลขประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 14-15
ทั้งนี้ ปัญหาการตึงตัวของสภาพคล่องของประชาชนสะท้อนจากเงินกู้นอกระบบ ซึ่งไม่ผ่านระบบสถาบันการเงินอีกประมาณ 8-9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่กู้จากบริษัทประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงมาก โดยเฉพาะหนี้ซึ่งกู้ผ่านบริษัทลีสซิง รวมถึงหนี้นอกระบบต่างๆ ปัจจุบันเห็นป้ายโฆษณาให้กู้เงินโดยง่ายตามท้องถนนโดยทั่วไป ดอกเบี้ยของเงินกู้จากแหล่งเหล่านี้รวมทั้งหนี้จากบัตรเครดิตเป็นอัตราที่โหดมากๆ เฉลี่ยร้อยละ 20 ต่อปี บัตรเครดิตยุคนี้ นอกจากใช้ซื้อสินค้าตามปกติแล้ว หากหน้ามืดยังใช้รูดเป็นเงินสด นอกจากเสียดอกเบี้ยดังกล่าวแล้ว ยังต้องเสียค่ารูดอีกร้อยละ 3 เมื่อรูดแล้วก็กลายเป็นปัญหา เพราะต้องผ่อนดอกเบี้ยบวกเงินต้น หากใครไปซื้อรถคันแรกด้วยวิธีกู้ไฟแนนซ์ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ บางคนมีเงินเดือนไม่ถึง 3 หมื่นบาท แต่มีหนี้ 56 แสนบาท ถึงขั้นไม่เป็นอันทำงาน มัวแต่คิดเรื่องหนี้ถึงขนาดทิ้งงานเพื่อหนีหนี้ กลายเป็นปัญหาทั้งครอบครัวและสังคม
ปัญหาขาดสภาพคล่องภาคประชาชนที่เกิดขึ้นขณะนี้ ธนาคารพาณิชย์ก็เริ่มเห็นเป็นช่องทางหารายได้ในการปล่อยกู้ง่ายๆ แต่ดอกเบี้ยสูง เมื่อ 2-3 วันก่อน มีพนักงานธนาคารดังแห่งหนึ่งโทร (สุ่ม) ถึงผมว่า ให้กู้เงินหลายเท่าของรายได้ ผมบอกเงินเดือนไป เธอก็บอกว่าให้กู้ได้ 1 ล้านบาททันทีไม่ต้องมีคนค้ำ ผ่อนสบายๆ 60 เดือน แต่พอเห็นดอกเบี้ยก็ใจหาย หากกู้ไม่เกิน 6 หมื่นบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 28 ต่อปี หรือร้อยละ 2.33 ต่อเดือน หากกู้ไม่เกิน 3 แสนบาท ดอกเบี้ยประมาณร้อยละ 2023 ผมไม่รู้ว่าคนที่กู้เงินด้วยดอกเบี้ยอัตราสูงแบบนี้ รวมทั้งการรูดเงินสดด้วยบัตรเครดิต เขาเหล่านี้จะอยู่กันอย่างไร??
ปัญหาหนี้ครัวเรือนและดอกเบี้ยโหดจะกลายเป็นปัญหาทางโครงสร้างของประเทศ ประชาชนจะไม่เหลือเงินไปใช้จ่าย ตัวเลขการบริโภคภายในประเทศจะได้รับผลกระทบ ส่งผลต่อกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะซึมยาว แต่เงินส่วนใหญ่จะไปกองกระจุกกับบริษัทไฟแนนซ์และพวกปล่อยกู้นอกระบบ ขณะเดียวกัน สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่ปล่อยกู้ด้วยดอกเบี้ยอัตราสูงอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นเงินในระบบแล้ว หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องควรไปดูหน่อยว่าระเบียบอะไรที่เป็นช่องโหว่ เพราะปัญหาขาดสภาพคล่องของประชาชนทำให้ไม่มีทางเลือก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่เพียงร้อยละ 0.75 ไปปล่อยกู้กันด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 2028 มันเกินไปหน่อย ไม่เรียกว่าเงินไปกระจุกที่สถาบันการเงิน แต่จนไปกระจายอยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่...ผมว่าไม่ถูกต้องนะครับ







