
หนี้เพิ่ม-ขาดดุลพุ่ง จุดเสี่ยงเศรษฐกิจไทย
ความกังวลใจของรัฐบาลเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะหดตัวลงตามการส่งออก ได้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยทันที
ความกังวลใจของรัฐบาลเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะหดตัวลงตามการส่งออก ได้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยทันที เมื่อบริษัทจัดอันดับเครดิตอันดับ 3 ของโลก อย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยเริ่มลดลง
แอนดรูว์ โคลฮูน หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า แนวโน้มความแข็งแกร่งในบางประเทศของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงไทย เริ่มปรับลดลง จากที่เคยมีอันดับเครดิตของประเทศที่มีความแข็งแกร่ง
โคลฮูน ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2540 จากปัจจัยต่างๆ อาทิ ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่เพิ่มอย่างมาก และภาระหนี้ต่างประเทศที่ลดลง ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้เริ่มด้อยลง
ทั้งนี้ ความแข็งแกร่งอันดับเครดิตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ และความต่อเนื่องของนโยบายการบริหารเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลัก
สำหรับไทยมีเงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง และภาระหนี้สาธารณะที่ยังไม่สูงมากนัก เป็นปัจจัยช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการปรับลดอันดับเครดิต แตกต่างจากอินโดนีเซียและอินเดีย
อย่างไรก็ตาม การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ลดลง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับอัตราส่วนหนี้สินภาคเอกชนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นายวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการของ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แม้ฟิทช์จะมองว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง รวมถึงหนี้สินภาคเอกชนที่สูงขึ้น แต่เศรษฐกิจของไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง แนวโน้มอันดับเครดิตโดยรวมของประเทศ รวมถึงแนวโน้มอันดับเครดิตของสถาบันการเงิน และบริษัทในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยยังคงมีเสถียรภาพ
ชี้ความแข็งแกร่งศก.ไทยเริ่มลดกระทบจากหลายปัจจัย
นายแอนดรูว์ โคลฮูน หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตประทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวโน้มความแข็งแกร่งในบางประเทศของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงไทยเริ่มปรับลดลง จากที่เคยมีอันดับเครดิตของประเทศที่มีความความแข็งแกร่งตั้งแต่ปี 2540 จากปัจจัยต่างๆ อาทิ ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่เพิ่มอย่างมากเป็นปัจจัยหลัก และภาระหนี้ต่างประเทศที่ลดลง โดยปัจจัยเหล่านี้ที่เคยแข็งแกร่งเริ่มลดลงจากเดิม ทั้งนี้ ความแข็งแกร่งของอันดับเครดิตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ และความต่อเนื่องของนโยบายการบริหารเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลัก
สำหรับ ไทยมีเงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง และภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับไม่สูงเป็นปัจจัยช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการปรับลดอันดับเครดิต ทั้งนี้ เศรษฐกิจของไทยจึงไม่ได้รับผลกระทบมาก จากความผันผวนในตลาดโลกที่มีผลกระทบกับอินโดนีเซียและอินเดีย
อย่างไรก็ตาม การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ลดลง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ประกอบอัตราส่วนหนี้สินภาคเอกชนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเทียบประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นายวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการของ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ( ประเทศไทย) เปิดแผยว่า ภาวะเศรษฐกิจของไทยยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มอันดับเครดิตโดยรวมของประเทศ รวมถึงแนวโน้มอันดับเครดิตของสถาบันการเงิน และบริษัทในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยยังคงมีเสถียรภาพ แม้ฟิทช์จะมองว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง อีกทั้งยังมีปัจจัยจากความผันผวนของเศรษฐกิจในภูมิภาคที่อาจจะเพิ่มขึ้น รวมถึงหนี้สินภาคเอกชนที่สูงขึ้น
ทางด้าน มาร์ค ยัง หัวหน้าฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของฟิทช์ กล่าวเสริมว่า ความเสี่ยงด้านสถาบันการเงินในภูมิภาคและไทย คือการเติบโตของสินเชื่อที่รวดเร็ว อาจมีผลกระทบต่อหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเกิดจากฐานลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำ หากสภาพเศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้มอ่อนแอลง แต่ ณ ปัจจุบันสถาบันการเงินไทยยังมีความแข็งแกร่ง
สำหรับไทยมีหนึ่งปัจจัยที่ท้าทายการเติบโตของสินเชื่อภาคครัวเรือนนับจากปี 2553 เป็นต้นมา คือสินเชื่อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากนโยบายรถยนต์คันแรกของรัฐบาล
ทั้งนี้ แม้ฟิทช์คาดว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อทั้งตลาดโดยรวมจะลดลงในระยะอันใกล้ แต่การเติบโตของสินเชื่อของสถาบันการเงินของรัฐ และสหกรณ์ออมทรัพย์ ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง
แม้ฟิทช์จะมีมุมมองที่น่าสนใจ แต่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจจะเติบโตต่ำกว่า 4% แต่ถือว่ายังดีเพราะเศรษฐกิจที่โตได้ในระดับนี้โดยไม่มีการกระตุ้นจากภาครัฐ แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานเรายังดี
“ธปท.ยังเชื่อว่า แม้การส่งออกที่เฉลี่ย 8 เดือน โตเพียง 1% กว่าๆ แต่ในไตรมาสที่ 4 การส่งออกไทยจะฟื้นตัว” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยล่าสุดปีนี้จะขยายตัวได้ 3.7% ต่อปี หรือมีช่วงการขยายตัวอยู่ที่ 3.54% ต่อปี ลดลงจากประมาณการก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.5% ต่อปี หรือมีช่วงการขยายตัว 4-5% ต่อปีทั้งนี้สาเหตุที่การขยายตัวเศรษฐกิจลดลงมากจากส่งออกที่ขยายตัวได้น้อย คาดว่าทั้งปีจะขยายตัว 1.8% ต่อปี น้อยกว่าที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์จะขยายตัวได้ 4%
สำหรับ ไทยมีหนึ่งปัจจัยที่ท้าทายการเติบโตของสินเชื่อภาคครัวเรือนนับจากปี 2553 เป็นต้นมา คือสินเชื่อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากนโยบายรถยนต์คันแรกของรัฐบาล ทั้งนี้ แม้ฟิทช์คาดว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อทั้งตลาดโดยรวมจะลดลงในระยะอันใกล้ แต่การเติบโตของสินเชื่อของสถาบันการเงินของรัฐ และสหกรณ์ออมทรัพย์ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง
นายแอนดรูว์ สตีล หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัทฟิทช์ เรทติ้งส์ เปิดเผยว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของธนาคารกลางของประเทศขนาดใหญ่จะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดเงินทั่วโลกเป็นระยะๆ อีกทั้งจากปัจจัยคุณภาพสินทรัพย์ที่ถดถอย อาจกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นอกจากนี้ อาจกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมให้ประสบปัญหาในการระดมเงินผ่านการออกตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องระดมเงินเพื่อนำกลับไปชำระคืนหนี้เดิมที่กำลังครบกำหนดชำระในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้านี้ แต่ยังประเมินว่าความเสี่ยงต่อตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังต่ำกว่าเมื่อเปรียบกับตลาดตราสารหนี้ในสหรัฐ และยุโรป
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม์ (สศอ.) เปิดเผยว่า ในเดือนส.ค. ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมติดลบเป็นเดือนที่ 5 คืออยู่ที่ 173.33 ลดลง 3.1% เนื่องจากการผลิตรถยนต์ชะลอตัวกลับสู่ภาวะปกติ จากปีที่ผ่านมาที่มีการเร่งผลิตให้ทันคำสั่งซื้อจากโครงการรถคันแรก และชดเชยการผลิตในช่วงน้ำท่วม นอกจากนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตยังต่ำสุดในรอบ 5 เดือนเช่นเดียวกัน โดยอยู่ที่ 63.45%
ส่วนเดือนก.ย. คาดดัชนีจะเริ่มกลับมาเป็นบวก เนื่องจากสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีการผลิตเพิ่มขึ้น 7.61% จากยอดคำสั่งซื้อในตลาดหลักเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่นเพิ่มถึง 7% รวมทั้งฮาร์ดดิสไดร์ฟที่เริ่มฟื้น คาดว่าเพิ่มขึ้น 2.12% ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานกับสมาร์ทโฟน
อย่างไรก็ตาม หากยอดผลิตรถยนต์ปีนี้ทำได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 2.5 ล้านคัน ก็อาจจะทำให้ดัชนีอุตสาหกรรมปีนี้ติดลบได้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 0.5-1.0%







