
ทีเอ็มบีประเมินส่งออกปีนี้โตแค่ 2%
ศูนย์วิจัยทีเอ็มบี คาดว่า ในปี 2556 การส่งออกของไทยจะขยายตัวเพียง 2% ฉุดเศรษฐกิจเติบโตเหลือ 3.1%
ศูนย์วิจัยทีเอ็มบี คาดว่า ในปี 2556 การส่งออกของไทยจะขยายตัวเพียง 2% ฉุดเศรษฐกิจเติบโตเหลือ 3.1%
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย ประเมินการส่งออกของไทยมีแนวโน้มดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า แต่เป็นการฟื้นตัวที่ช้ากว่าที่คาดทำให้ปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 2% ส่งผลต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจไทยปีนี้ทำให้อาจโตได้เพียง 3.1% สาเหตุหลักที่ส่งผลให้การส่งออกไทยขยายตัวได้น้อยกว่าที่เคยประมาณการไว้ที่ 3.5% มาจากการส่งออกในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ที่หดตัวลงมากกว่าคาดการณ์
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญเริ่มฟื้นตัวนับตั้งแต่ไตรมาส 2 โดยเฉพาะสหภาพยุโรป และจีน ที่หลายฝ่ายเคยมองว่าเศรษฐกิจเริ่มแผ่ว แต่จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจของคู่ค้าทั้งสองกลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยตัวเลขเบื้องต้นของสหภาพยุโรปเดือนกันยายนอยู่ที่ 51.1 จากจุดต่ำสุดในปีนี้ที่ระดับ 46.7 และเครื่องชี้ดังกล่าวในจีนฟื้นตัวมาอยู่ที่ 51.2 จากระดับต่ำสุดในปีนี้ที่ 47.7
"ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง ซึ่งตัวเลขส่งออกล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่กระทรวงพาณิชย์แถลง แสดงให้เห็นถึงมูลค่าการส่งออกของไทยที่กลับมาขยายตัวได้ 3.9% ใกล้เคียงกับที่ ทีเอ็มบีได้คาดการณ์ไว้ที่ 4.1% เป็นการขยายตัวครั้งแรก หลังจากหดตัวถึงสามเดือนติดต่อกัน เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวดังกล่าวได้เป็นอย่างดี"
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ประเมินว่า เป็นไปได้ยากที่การส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี จะเติบโตได้อย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในช่วง 4–7% นอกจากนี้ ยังมองว่าใน 4 เดือนที่เหลือ การส่งออกของไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 5% ซึ่งจะทำให้การส่งออกไทยในปี 2556 นี้ อาจขยายตัวได้เพียง 2% เท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงเครื่องยนต์ส่งออกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกประมาณ 57% ของจีดีพี จึงคงไม่สามารถหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกได้ ส่วนแรงขับเคลื่อนหลักด้านอื่น โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณชะลอลง ทั้งการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนที่หมดแรงส่งจากโครงการรถคันแรกซึ่งมีการส่งมอบรถไปแล้วกว่า 87% ของโครงการที่มี 1.25 ล้านคัน และมีโอกาสที่ผู้จองจะยกเลิกการจองราว 10%
ขณะที่ การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนก็ส่อเค้าชะลอลงเช่นกัน จากความกังวลในเรื่องค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนเป็นต้นไป ตามการปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้มภาคครัวเรือน (แอลพีจี) เดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัมเป็นเวลา 1 ปี ปรับขึ้นค่าทางด่วน 5-10 บาท และปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (FT) อีก 7.08 สตางค์ต่อหน่วย อีกทั้งแนวโน้มหนี้ภาคครัวเรือนที่เร่งสูงขึ้นต่อเนื่องจาก 60% ของจีดีพีในปี 2554 จนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 75% ของจีดีพี ทำให้การใช้จ่ายมีแนวโน้มชะลอตัว
ด้านการลงทุนภาคเอกชน มีทิศทางแผ่วลงสะท้อนจากการนำเข้าสินค้าทุนยังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ความหวังที่จะเห็นการลงทุนภาครัฐ เข้ามาเป็นตัวช่วยรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ก็มีความเป็นไปได้น้อย ทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ ที่ติดปัญหาในเรื่องคำสั่งศาลปกครอง ซึ่งยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ทำให้อย่างเร็วสุดจะเริ่มเซ็นสัญญาก่อสร้างได้ภายในเดือนธันวาคมปีนี้ หรือล่าช้าไปจนถึงปีหน้า
ฝั่งการลงทุนเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท ล่าสุดได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่คาดว่าจะยังไม่เห็นการเบิกจ่ายได้ทันภายในปีนี้ ซึ่งจากแรงหนุนของปัจจัยเหล่านี้ที่ถูกลดทอนไป ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ประเมินเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังขยายตัวได้เพียง 2.1% และ ทั้งปี 2556 จะขยายตัวที่ 3.1% ชะลอลงจากที่ขยายตัว 6.5% ในปีที่ผ่านมา







