posttoday
แนะปรับแผนสินค้าเกษตรสร้างศักยภาพส่งออก

แนะปรับแผนสินค้าเกษตรสร้างศักยภาพส่งออก

27 กันยายน 2556

โอกาสของตลาดสินค้าเกษตรไทยในตลาดเอเชียและตลาดโลกมีอีกมหาศาล เพราะราคาและความต้องการซื้อมีสูงมาก

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

โอกาสของตลาดสินค้าเกษตรไทยในตลาดเอเชียและตลาดโลกมีอีกมหาศาล เพราะราคาและความต้องการซื้อมีสูงมาก และเป็นทางเลือกอาชีพใหม่ของคนไทย เพราะสร้างรายได้ต่อปีสูงถึง 10 ล้านบาท

“ธนาคารกรุงเทพ” ได้จัดงานสัมมนาเรื่อง “ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยในตลาดเอเชีย” โดยนำผู้ส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรไทยรายใหญ่ 4 ราย มาให้มุมมองและชี้แนะแนวทางการส่งออกผลไม้ในเอเชีย รวมถึงอุปสรรคสำคัญที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ

“ไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต” กรรมการผู้จัดการ บริษัท OP FRUITS ผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ไปประเทศฮ่องกง เปิดเผยว่า ตลาดในเอเชียต้องการบริโภคผลไม้ไทยสูงมาก และต้องการซื้อเพิ่มปีละ 510% ทั้งทุเรียน มะม่วง มังคุด และส้มโอ เป็นต้น แต่ปัญหาของไทยคือ ผลผลิตมีไม่เพียงพอ เพราะการปลูกผลไม้เพิ่มขึ้น 12% ต่อปี

ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้คนไทยหันมาทำอาชีพเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น เพราะการทำเกษตรยุคใหม่จะสร้างกำไรและรายได้สูงมาก และปัจจุบันคนที่ทำการเกษตรมีรายได้ปีละกว่า 10 ล้านบาท

ยกตัวอย่าง ได้ทดลองปลูกน้อยหน่า จำนวน 120 ไร่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา สร้างรายได้กว่า 89 ล้านบาทต่อปี โดยการปลูกผลไม้ต้องมุ่งให้มีคุณภาพสูงสุดและให้ได้ตามมาตรฐานส่งออก

“ทศพร เทศสมบูรณ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท AIM THAI INTERTRADE (2001) ผู้ส่งออกผลไม้ไทยรายใหญ่ไปประเทศจีน กล่าวว่า ผู้ส่งออกไทยควรหันมาร่วมมือกับเกษตรกรไทย เพื่อพัฒนาผลผลิตให้ตรงกับความต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดจีนที่ใหญ่มาก

ขณะเดียวกันอยากให้ภาครัฐหารือกับประเทศจีน เพื่อให้แก้ไขนโยบายที่กำหนดให้การส่งออกลำไยไปจีน ต้องมีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในเนื้อลำไยไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม เพราะการส่งออกไปจีนใช้เวลา 10 วัน จึงเกิดปัญหาลำไยเน่าเสียสูงขึ้น กระทบต่อผู้ส่งออก

“พิมพ์ใจ มัสซูโมโต้” กรรมการผู้จัดการ บริษัท P.K. SIAM ผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ไปประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี กล่าวว่า ความต้องการบริโภคผลไม้ไทยในตลาดญี่ปุ่นสูงมาก ทั้งกล้วย มังคุด มะม่วง ข้าวโพดหวาน และสับปะรด ดังนั้นเกษตรกรไทยต้องวางแผนการผลิต มุ่งผลิตคุณภาพสูง ให้ตรงกับตลาดญี่ปุ่น

แต่อุปสรรคของไทยคือ การไม่วางแผนผลิต ทำให้ผู้ซื้อประสบปัญหาไม่สามารถหาซื้อผลไม้ไทยไปวางจำหน่ายได้ทุกเดือน ส่วนตลาดเกาหลี ก็มีกำลังซื้อสูงมากใกล้เคียงกับญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีการบริโภคมะม่วงจำนวน 1.3 หมื่นตันต่อปี แต่ไทยส่งออกเพียง 1,000 ตันต่อปี เพราะผลผลิตมีน้อย ส่วนกล้วย มีการบริโภคปีละ 8 แสนตัน แต่ไทยส่งออกน้อยมากเช่นกัน

ในระยะยาวหากเกษตรกรไทย เร่งปรับตัว เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น มุ่งผลิตคุณภาพสูง และส่งออกไปในประเทศญี่ปุ่นได้ จะแสดงให้เห็นว่าสามารถส่งออกได้ทั่วโลก เพราะญี่ปุ่นต้องเป็นสินค้าคุณภาพสูง

“อัครพงษ์ ศิวัฒน์นิธิกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท THE NORTHERNER ผู้ส่งออกหอมสดและหอมแดง ไปประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่า ตลาดอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่จากจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 240250 ล้านคน และทุกครัวเรือนต้องบริโภคหอมแดง จึงเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อไทย แต่ปัญหาคือ อินโดนีเซียใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพราะปัจจุบันสินค้าเกษตรไทย มีภาษีเป็น 0%

จากปัญหาดังกล่าว เอกชนต้องปรับแผนและศึกษาข้อมูลผลผลิตในไทย และผลผลิตในอินโดนีเซีย จะช่วยให้สามารถวางแผนส่งออกได้ถูกต้อง ขณะที่ภาครัฐต้องเข้ามาส่งเสริมให้การส่งออกได้รับความสะดวกที่สุด

4 เอกชนรายใหญ่ส่งออกผลไม้ไทย ต่างยืนยันว่า สินค้าเกษตรไทยคือ อนาคต เปรียบเสมือน ทองคำ ที่สร้างได้เอง ซึ่งสำคัญสุดคือ เกษตรกรต้องมุ่งทำการเกษตรให้มีคุณภาพสูง และภาครัฐต้องส่งเสริมผู้ส่งออกจริงจัง เพื่อสินค้าเกษตรไทยก้าวไกลทั่วโลก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน